Saturday, July 4, 2026
ArticlesColumnistDr.Kriengsak Chareonwongsak

วิถีโจร (คนชั่ว) VS วิถีพระ (คนดี) และการเมืองแบบ อารยาธิปไตย

อารยาธิปไตย

ขอเสนอแนวคิด และเชิญผู้อ่านมาร่วมกันเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เปลี่ยนประเทศไทยให้ไปสู่ สยามอารยะ สร้างการเมืองแบบ อารยาธิปไตย ที่นักการเมืองและประชาชนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก

มเสนอความคิดคน 2 ประเภททางการเมือง ได้แก่ ประเภทที่หนึ่งคือ คนลงไปทำการเมืองทางการ เรียกว่า นักการเมือง และคนที่สนับสนุนนักการเมืองทางการ เช่น กลุ่มคนเข้าร่วมกระบวนการต่างๆ ทางการเมือง

และประเภทที่สองคือ วิถีทางของการเมืองภาคพลเมืองหรือ “พลชาติ” ซึ่งเป็นการเมืองไม่เป็นทางการ แต่มีความสำคัญต่อบ้านเมือง การเมืองมิใช่หน้าที่ของนักการเมืองเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบของประชาชนทุกคน เราทุกคนจึงควรใส่ใจการเมืองเพื่อบ้านเมืองของเรา

ประเทศไทยได้จัดให้มีการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา นักการเมืองที่เข้ามาทำงานทางการเมืองควรเป็นคนดี วิถีพระ ทำเพื่อประชาชน ไม่ใช่เป็นคนชั่วหาประโยชน์แบบวิถีโจร ประชาชนควรจะร่วมมือกับนักการเมืองที่ดี (วิถีพระ) ไม่ใช่ร่วมมือกับ นักการเมืองที่ชั่ว (วิถีโจร) 

ประชาธิปไตยไทยวนเวียนอยู่กับผลลัพธ์แบบเดิมมาเป็นเวลาหลายสิบปี แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง หากยังคิดแบบเดิม ผลลัพธ์แบบใหม่จะไม่เกิด มีแต่จะเวียนวนอยู่กับผลลัพธ์แบบเดิม มาร่วมกันเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เปลี่ยนประเทศไทยให้ไปสู่ สยามอารยะ สร้างการเมืองแบบ อารยาธิปไตย ที่นักการเมืองและประชาชนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพราะประชาชนเป็นกระจกเงาของนักการเมือง

ผู้เขียน: ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ผู้เชี่ยวชาญ เศรษฐศาสตร์ นโยบายการศึกษา การต่างประเทศ สังคม การเมือง การศึกษา

นักการเมืองทำงาน วิถีพระ ในความหมายของผมคือ นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มิใช่หาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องแบบนักการเมืองทำงาน วิถีโจร

นักการเมืองทำงาน วิถีพระ จะทำให้ประเทศชาติหรือส่วนรวมได้รับประโยชน์สูงสุด ตรงกันข้ามกับนักการเมืองทำงาน วิถีโจร ประเทศจะเสียหาย ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่สูงสุด เช่น นำสู่วังวนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน งบประมาณไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

สูญเสียงบประมาณในการจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน นโยบายให้ผลลัพธ์ระยะสั้น เสียหายระยะยาว นโยบายดีไม่ได้รับการสานต่อ เพราะเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนขั้วการเมือง ขาดแบบอย่างที่ดีหรือไอดอลให้กับเด็กและเยาวชน เป็นต้น

นักการเมืองมาไม่เกิน 4 ปีแล้วไป แต่ประเทศชาติอยู่ยั่งยืนยาวนานการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะจุด เป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่การวางรากฐานประเทศระยะยาวจำเป็นยิ่งกว่า เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอดังนี้ 

ประการแรก บริหารจัดการประเทศบนฐาน อารยชาติทัศน์ การบริหารจัดการประเทศควรมีสิ่งที่เรียกว่า อารยชาติทัศน์ เป็นกรอบแนวคิดแนวทางวิธีการหรือวิถีปฏิบัติ ที่นำพาประเทศชาติให้ไปสู่ความเป็นอารยะหรือประเทศที่เจริญแล้วอย่างครบถ้วนทุกด้านทุกมิติและทุกองค์ประกอบของสังคม 

ประกอบด้วย อุดมการณ์แห่งชาติ (National Ideology) วิสัยทัศน์แห่งชาติ (National Vision) นโยบายแห่งชาติ (National Policy) วาระแห่งชาติ (National Agenda) และผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest) 

กระบวนการอารยชาติทัศน์จะช่วยให้การพัฒนาประเทศไม่สะเปะสะปะ หรือตามความเห็นดีเห็นชอบของนักการเมือง ลดปัญหานโยบายประชานิยมหวังผลระยะสั้น นักการเมืองใช้นโยบายหวังผลทางการเมือง เพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง 

กระบวนการอารยชาติทัศน์จะเกิดขึ้นได้จริงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศประชาชนเป็น พลชาติ มีสำนึกของการเป็นเจ้าของประเทศ และมีความตระหนักรู้ถึงพลังอำนาจของตนเองในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้กำหนดอนาคตและการเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างแท้จริง

ประการที่สอง ส่งเสริมชนชั้นที่วัดด้วยความดีงาม เริ่มต้นจากภาพอุดมคติสังคมที่พึงประสงค์ตามอุดมการณ์ สยามอารยะ เป็นเป้าหมายพาสังคมไทยไปให้ถึง เป็นการปฏิวัติความคิดเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย 4 ชนชั้น

  1. อารยประมุข อารยบุคคล ที่ทำหน้าที่เป็น ผู้นำสูงสุด หรือ ผู้นำหลัก ที่ขับเคลื่อนการนำแบบอารยะ
  2. อารยบุคคล อารยมนุษย์ที่ประกอบด้วย ความอารยะแห่ง ความดี ความเก่ง ความกล้า ทำหน้าที่เป็น แกนนำ ของสังคมอารยะ
  3. อารยมนุษย์ หรือมนุษย์ที่มีใจสูง ทั้งทางความคิด คำพูด และการกระทำ คือ คิดอารยะ พูดอารยะ ทำอารยะ 
  4. อารยชน ประชาชนในประเทศ ที่ได้รับการพัฒนาให้มี ความรู้ ทักษะ และลักษณะชีวิต ที่กำกับด้วย ความดี ความงาม ความจริง

ธรรมชาติของสังคมมีชนชั้น แต่ชนชั้นควรแบ่งด้วยความดี ยิ่งเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะมาก ยิ่งควรเป็นผู้นำระดับสูง เพื่อประโยชน์จะตกแก่ประชาชนมากเท่านั้น ตามระดับจิตของผู้นำ เช่น การทำทั้งบนลงล่างและล่างขึ้นบนบรรจบกัน ตัวอย่างสถาบันการสร้างชาติ เป็นต้น

ประการที่สาม สร้างคนของรัฐ ที่มีความเป็นอารยะขับเคลื่อนชาติ เป็นภาพอุดมคติเป้าหมายคนของรัฐที่พึงประสงค์ เป็นเป้าหมายที่พยายามไปให้ถึงประกอบด้วย 6 ประเภท 

  1. อารยมหาบุรุษ คือ คนอารยะที่อุทิศตัว เพื่อสร้างความอารยะให้แก่โลกนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง​
  2. อารยรัฐบุรุษ คือ คนอารยะผู้วางรากฐานรัฐให้เป็น “อารยรัฐ” และเป็นผู้นำหลักในการขับเคลื่อนคนของรัฐทั้งหมดมาร่วมสร้างอารยรัฐให้สำเร็จได้อย่างแท้จริง
  3. อารยวีรบุรุษ คือ อารยพลเมืองที่กล้ากระทำสิ่งที่อารยะเพื่อประโยชน์สูงส่งต่อส่วนรวม ด้วยวิธีการที่อารยะ เพื่อเป้าหมายให้สังคมเกิดความเป็นอารยะขึ้นมาในบางระบบ
  4. อารยนักการเมือง คือ อารยพลเมืองที่ฝักใฝ่งานบ้านเมืองต้องการแสวงหาบทบาทและตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายอารยะที่เหมาะสมกับยุคสมัย จึงเสนอตัวมาขอฉันทานุมัติจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งในการเข้าไปทำหน้าที่ตามวาระที่กำหนด
  5. อารยเจ้าหน้าที่รัฐ คือ อารยพลเมืองรัฐที่เต็มใจอุทิศตัวเข้าไปเป็นอารยเจ้าหน้าที่รัฐ รับใช้ส่วนรวมอย่างเต็มที่ เต็มเวลา เป็นพลเมืองรัฐที่อุทิศตัวออกมารับผิดชอบงานของรัฐเต็มเวลา เพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ
  6. อารยพลเมือง หรือ อารยพลชาติ คนอารยะที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ เพื่อสร้างชาติสู่อารยรัฐ เป็นคนในรัฐที่ตระหนักว่า ตนเองเป็นกำลังแห่งรัฐ มีส่วนรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ในฐานะเจ้าของประเทศชาติ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารยนักการเมือง อารยเจ้าหน้าที่รัฐ และอารยพลเมือง อารยพลชาติ การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์เพื่อส่วนรวม ควรให้คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเข้ามาทำหน้าที่ เช่น เพิ่มเกณฑ์ความดีทางการเมือง พิจารณาประวัติการทำดีเพื่อสังคม เป็นต้น 

ประการที่สี่ สร้างระบบที่ดีที่ทำให้คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัว ขณะที่สังคมตามอุดมการณ์ยังไม่เกิดขึ้น คนยังไม่เปลี่ยนแปลง การออกแบบระบบที่ดีที่ทำให้คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัวเป็นสิ่งจำเป็น ใช้หลักที่ผมนำเสนอเรื่อยมา คือ หัวใจสังคมนิยม กลไกทุนนิยม ท่ามกลางมนุษย์ที่เห็นแก่ตัว ระหว่างทางสร้างอุดมการณ์ เปลี่ยนความคิด จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การออกแบบระบบ 7 องค์ประกอบ ให้ ครอบคลุม ครบถ้วน ทุกประเด็น บังคับใช้อย่างเคร่งครัดเป็นธรรม เข้าใจมนุษย์ เป็นต้น

ประการที่ห้า สนับสนุน คนดี คนเก่ง คนกล้า เข้าไปทำหน้าที่ทางการเมือง โมเดล อย่าร่วมกับโจร และ โมเดล จงร่วมกับพระ การเมืองจะไม่เปลี่ยน หากคนยังมีความคิดแบบเดิม ปฏิวัติความคิดเลือก คนดี คนเก่ง คนกล้าเข้าไปทำหน้าที่ เลือกผู้นำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มี ไตรภาวะ (ประกอบด้วย ภาวะการนำ ภาวการณ์บริหาร ภาวะคุณธรรม) และผนึกกำลังทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ 

ประการที่หก ปลูกฝังความเป็นนักประชาธิปไตยแท้ เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กเล็กตามความคิด F1 – Foundational Ed: Pre School Education ของโมเดล 5F** เป็นช่วงปฐมวัยหรือวัยก่อนเข้าโรงเรียน ควรเป็นช่วงของการวางรากฐานเจตคติ (attitude formation) สร้างทัศนคติที่ดีที่ถูกต้อง

**โมเดล 4F นำเสนอครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในการปาฐกถา ณ ที่ประชุมสมัชชาสยามอารยะ วันที่ 16 มกราคม พ.. 2563 และ โมเดล 5F นำเสนอใน การประชุมเสวนาการศึกษานานาชาติ ครั้งที่ 1 “Futures Literacy: Enhancing Quality in International Education in Thailand” 8 ธันวาคม พ.. 2564

สอนกระบวนการความคิดอย่างง่าย วิถีการมองโลกมองชีวิต ค่านิยม ปทัสถาน บ่มเพาะหล่อหลอมจนกลายเป็นเจตคติของบุคคล อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ พ่อแม่ควรมีบทบาทหลักในการบ่มเพาะหล่อหลอม ปลูกฝังความเป็นนักประชาธิปไตยแท้นี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก เช่น การพัฒนาตรรกะ การใช้เหตุผล การยอมรับความแตกต่าง เป็นต้น 

การเมืองเป็นเรื่องอุดมการณ์ นักการเมืองควรทำงานวิถีพระ (คนดี) 5 ประการ กล่าวคือ 1.จงพายเรือให้พระนั่ง 2.จงพายเรือร่วมกับพระ 3.จงนั่งเรือที่พระพาย 4.จงนั่งเรือร่วมกับพระ 5.อย่าสละเรือที่มีพระ มิใช่วิถีโจร (คนชั่ว) 5 ประการ กล่าวคือ 1.อย่าพายเรือให้โจรนั่ง 2.อย่าพายเรือร่วมกับโจร 3.อย่านั่งเรือที่โจรพาย 4.อย่านั่งเรือร่วมกับโจร 5.จงสละเรือที่มีโจร เพื่อประโยชน์สูงสุดจะเกิดแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

อ่านบทความทั้งหมดของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

BCT Expo