เมื่อ AI เร็วกว่าการมองเห็น Kaspersky เตือน CIO-CISO ต้องปิด Visibility Gap ก่อนภัยไซเบอร์สายพันธุ์ใหม่เข้าถึงองค์กร

“ผู้โจมตีเข้าสู่ยุค AI-Native Threat ใช้ปัญญาประดิษฐ์สร้างมัลแวร์และโจมตีเร็วเกินกว่ากระบวนการแบบเดิมจะรับมือได้ Kaspersky แนะองค์กรเร่ง Modernize SOC, ควบคุม Shadow AI และใช้ AI ต่อสู้กับ AI ภายใต้แนวคิด HuMachine Intelligence
Kaspersky ส่งสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามไซเบอร์ระดับรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ พร้อมชี้ให้เห็นถึง ช่องว่างด้านการมองเห็นภัยคุกคาม (Visibility Gap) ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและบทบาทของศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Security Operations Center: SOC) ในยุค AI ที่จะเข้ามาช่วยรับมือกับความท้าทายดังกล่าว
ในงานประชุมประจำปีของ Kaspersky ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก APAC Cyber Security Weekend ภายใต้แนวคิด When Speed Outpaces Visibility หรือ เมื่อความเร็วของภัยคุกคามแซงหน้าความสามารถในการมองเห็น ที่จัดขึ้นสำหรับสื่อมวลชนหลายสำนักจากทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ภายในงานซึ่งนำโดย เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Kaspersky ได้พูดถึงหนึ่งในความท้าทายด้าน Cybersecurity ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ ผู้โจมตีไซเบอร์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือ กำลังเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าความสามารถขององค์กรในการตรวจจับ ทำความเข้าใจ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม
CIO World Business ได้สรุปประเด็นสำคัญจากการบรรยายของ เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ ในหัวข้อ The Visibility Gap: When Speed Outpaces Visibility ที่กล่าวถึงการก้าวเข้าสู่โลกของ AI ที่มาพร้อมกับความตระหนักเรื่อง การสร้างความปลอดภัยให้ AI และการใช้ AI อย่างปลอดภัย ในการประชุมสัมมนาประจำปี Kaspersky Cybersecurity Weekend 2026 มีประเด็นสำคัญดังนี้
จาก Shadow IT สู่ Shadow AI
เอเดรียน กล่าวว่าเมื่อ 10 ปีก่อน องค์กรเผชิญกับ Shadow IT ที่พนักงานใช้ระบบคลาวด์โดยไม่บอกฝ่ายไอที แต่ในปัจจุบันเราได้ก้าวเข้าสู่ยุค Shadow AI ซึ่งพนักงานมีการใช้เครื่องมือ AI เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Claude โดยไม่ได้รับอนุมัติจากองค์กร
ปัญหาที่สำคัญคือ การอัปโหลดข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลทางการเงิน ขึ้นสู่ระบบ AI เพื่อให้ช่วยสรุปผล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็น ข้อมูลสาธารณะ ที่ผู้ให้บริการ AI สามารถเข้าถึงได้ทันที
ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ดีสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร แต่ตรงกันข้ามสถานการณ์ของภัยคุกคามกลับซับซ้อนและรุนแรงขึ้น ซึ่งแคสเปอร์สกี้พบว่า
- โอกาสของภัยคุกคามเพิ่มมากขึ้น (Malware Landscape) ปัจจุบันตรวจพบมัลแวร์ใหม่ที่ไม่ซ้ำกันมากกว่า 500,000 รายการต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจาก AI ถูกนำมาใช้ในการสร้างมัลแวร์และแรนซัมแวร์ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
- ภัยคุกคามพัฒนาไปสู่ระดับที่ซับซ้อนสูง (High-end sophisticated crime) เช่น การโจมตีระบบ OT, การวินาศกรรม, และการจารกรรมข้อมูลโดยรัฐ รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น โรงพยาบาล, สนามบิน หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกควบคุมจากระยะไกล
- ผู้โจมตีเริ่มเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ Open Source (Open Source Security Threats) มัลแวร์แฝงร่าง AI โดยในปี 2026 เพียงปีเดียว Kaspersky ตรวจพบตัวอย่างมัลแวร์มากกว่า 15,000 รายการ ที่ปลอมแปลงเป็นซอฟต์แวร์ AI Agent รวมถึงมีการฝังม้าโทรจัน ลงในแพ็กเกจซอฟต์แวร์ที่นักพัฒนาดาวน์โหลดจาก GitHub เพื่อความรวดเร็วในการสร้างแอปพลิเคชัน
- การอัปโหลดข้อมูลการเงิน เอเดรียน ยกตัวอย่างกรณีที่พนักงานอัปโหลดข้อมูลทางการเงินของบริษัทขึ้นระบบ AI เช่น ChatGPT เพื่อให้ช่วยทำรายงานส่งผู้สอบบัญชี
- ข้อมูลกลายเป็นสาธารณะ เขาเย้นย้ำว่า ข้อมูลใดๆ ที่แชร์กับเครื่องมือ AI ในปัจจุบันให้ถือว่าเป็น “ข้อมูลสาธารณะ” ซึ่งระบบจะเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้ ตั้งแต่เวลาตื่นนอนไปจนถึงรายละเอียดการทำงาน
วิกฤตการณ์ ช่องว่างของการมองเห็น (Visibility Gap)
เอเดรียน ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่แย่ลง เนื่องมาจากขาดความสามารถในการมองเห็นข้อมูลหรือทรัพยากรต่างๆ ในองค์กร ส่งผลให้
- สถิติการตรวจพบที่ล่าช้า โดยข้อมูลจากแผนก Compromise Assessment ของ Kaspersky พบว่า 31% ของเหตุการณ์ผิดปกติที่วิเคราะห์ มีกิจกรรมที่เป็นอันตรายแฝงตัวอยู่ในองค์กรมานานกว่า 3 เดือนแล้ว
- ภัยคุกคามระดับสูงที่ตรวจไม่พบ กว่าครึ่ง (52%) ของการเจาะระบบที่มีความรุนแรงสูง ถูกตรวจพบหลังจากผ่านไปแล้ว 90 วัน และกรณีที่นานที่สุดที่พบในปีที่ผ่านมาคือแฝงตัวอยู่นานถึง 4 ปี โดยไม่ถูกตรวจพบ
- จุดบอดในอุปกรณ์อัจฉริยะ องค์กรมักให้ความสำคัญกับเครื่องคอมพิวเตอร์แลปท้อป หรือเซิร์ฟเวอร์แต่กลับละเลยอุปกรณ์ IoT เช่น กล้อง CCTV, ประตูอัจฉริยะ, สมาร์ททีวี และเครื่องพิมพ์ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูล และเป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้าสู่ระบบได้
ความเสี่ยงในโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ (OT)
- Windows XP ในระบบวิกฤต Kaspersky ยังคงเป็นบริษัทเดียวที่รองรับ Windows XP ไม่ใช่สำหรับงานไอทีทั่วไป แต่เพราะในระบบ โรงไฟฟ้า, การประปา, โรงงานผลิต หรือสนามบิน ยังคงมีการใช้ระบบปฏิบัติการเก่านี้อยู่ ซึ่งหากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะมีความเสี่ยงสูงมาก
- เป้าหมายการโจมตีใหม่ ภัยคุกคามในปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การวินาศกรรม และการจารกรรมโดยรัฐ รวมถึงความเป็นไปได้ในการ ควบคุมรถยนต์ไฟฟ้าจากระยะไกล ซึ่งอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติระดับชาติได้
เสนอหลักการ HuMachine Intelligence และกุญแจทองคำ
เอเดรียน เน้นย้ำว่า “เราได้เข้าสู่ยุคที่ภัยคุกคามมีความเป็น AI-native ทำให้ AI กลายเป็น รากฐานสำคัญ ของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยุคใหม่ ดังนั้นกลยุทธ์หลักคือ การใช้ AI เพื่อต่อสู้กับ AI (Using AI to fight AI) เพื่อให้การตรวจจับและตอบโต้รวดเร็วขึ้น”
“อย่างไรก็ตาม มนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด ในฐานะผู้ถือ กุญแจทองคำ (Golden Key) เพื่อตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่ปล่อยให้เครื่องจักรตัดสินใจเองทั้งหมด เพื่อตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ โดยไม่ปล่อยให้เครื่องจักร เช่น ระบบแบบ Terminator หรือ Skynet ตัดสินใจเองทั้งหมด”
เมื่อความเร็วล้ำหน้าการมองเห็น กับทางออกของ CIO และ CISO
ปัญหาใหญ่ของ CISO และ CIO ในปัจจุบันคือการขาด Visibility องค์กรอาจรู้จักโน้ตบุ๊กหรือเซิร์ฟเวอร์ของตนเองดี แต่กลับมองข้ามอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น กล้องวงจรปิด, ประตูอัจฉริยะ, สมาร์ททีวี หรือเครื่องพิมพ์ ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย เอเดรียน เตือนว่า “คุณไม่สามารถป้องกันสิ่งที่คุณไม่รู้ว่ามีอยู่ได้”
ดังนั้น การเตรียมตัวของ CIO และ CISO เพื่อรับมือกับยุคใหม่ของภัยคุกคามทางไซเบอร์ ในมุมมองของเอเดรียน คือ
1. การปิดช่องว่างของการมองเห็น (Closing the Visibility Gap)
- นิยามใหม่ของอุปกรณ์ในเครือข่าย CISO และ CIO ต้องตระหนักว่า “คุณไม่สามารถป้องกันสิ่งที่คุณมองไม่เห็นได้” การดูแลเพียงแค่แล็ปท็อปหรือเซิร์ฟเวอร์นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องขยายความสามารถในการมองเห็น (Visibility) ไปยังอุปกรณ์ IoT ทุกชนิด เช่น กล้องวงจรปิด, ประตูอัจฉริยะ, สมาร์ททีวี และเครื่องพิมพ์ ซึ่งมักจะถูกละเลยแต่เป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้าสู่ Data Center ได้
- ใช้แพลตฟอร์มการจัดการแบบรวมศูนย์ แนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง Open Single Management Platform (OSMP) เพื่อรวบรวมข้อมูล Telemetry จากทั้งสภาพแวดล้อม IT, OT และ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดในองค์กร
2. การบริหารจัดการ Shadow AI และความปลอดภัยของข้อมูล
- ยอมรับการมีอยู่ของ Shadow AI พนักงานมีการใช้เครื่องมือ Gen AI เช่น ChatGPT, Gemini โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากฝ่ายไอที CIO และ CISO ไม่สามารถสั่งห้ามการใช้ AI ได้ แต่ต้องหาทางปกป้องการใช้งานให้ได้
- ตระหนักเรื่องความพร้อมของข้อมูล ต้องสร้างความเข้าใจว่าข้อมูลใดๆ ที่พนักงานอัปโหลดขึ้น AI Provider จะกลายเป็น ข้อมูลสาธารณะทันที ซึ่งผู้บริหารต้องวางมาตรการป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรหลุดออกไปในลักษณะนี้
3. การยกระดับศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัย (Modernizing the SOC)
- เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุก องค์กรต้องเปลี่ยนจากการรักษาความปลอดภัยแบบตั้งรับ (Reactive) มาเป็นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องผ่าน Unified SOC เนื่องจากภัยคุกคามปัจจุบันมีความเป็น AI-Native และมีความเร็วสูงมาก
- ใช้กลยุทธ์ HuMachine Intelligence คือการผสมผสานระหว่าง AI และความเชี่ยวชาญของมนุษย์ โดยให้ AI ทำงานหนักในการคัดกรองข้อมูลจำนวนมาก (จัดการมัลแวร์กว่า 500,000 รายการต่อวัน) เพื่อลดภาระงานและปิดช่องว่างด้านทักษะของบุคลากร
4. การรักษาความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน AI (AI Supply Chain Security)
- ตรวจสอบ AI Agents และ Open Source ปัจจุบันมีการพบมัลแวร์แฝงมากับซอฟต์แวร์ AI Agent มากกว่า 15,000 รายการ ผู้บริหารต้องเตรียมมาตรการ สแกนหาช่องโหว่และม้าโทรจันใน Library หรือ Open Source Skills ก่อนที่จะอนุญาตให้พนักงานดาวน์โหลดมาใช้งานในองค์กร
- ป้องกันที่ชั้นโครงสร้างพื้นฐาน ต้องขยายการป้องกันจากเพียงแค่ชั้นแอปพลิเคชัน ลงไปถึงชั้นโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทาน (Infrastructure and Supply Chain layer) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มากับเครื่องมือ AI ใหม่ๆ
5. การถือกุญแจทองคำ (The Golden Key)
- มนุษย์ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย แม้จะใช้ AI ในการตรวจจับและตอบโต้ แต่ CISO/CIO ต้องมั่นใจว่าอำนาจการตัดสินใจในขั้นตอนวิกฤต เช่น การสั่งปิดระบบเมื่อเกิดเหตุ ยังคงอยู่ที่มนุษย์ ไม่ใช่ปล่อยให้เครื่องจักรตัดสินใจเองทั้งหมด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากระบบอัตโนมัติ
6. การใช้บริการ Managed Security Services
- ชดเชยการขาดแคลนบุคลากร ในกรณีที่องค์กรไม่มีผู้เชี่ยวชาญเพียงพอ การใช้บริการภายนอก เช่น MDR (Managed Detection and Response) หรือ Compromise Assessment จะช่วยให้องค์กรสามารถตรวจพบภัยคุกคามที่อาจแฝงตัวอยู่มานาน (บางกรณีแฝงอยู่นานถึง 4 ปี) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
Kaspersky เตรียมพร้อมช่วยสร้างความปลอดภัยสำหรับ AI Era
สำหรับในการประชุมสัมมนาประจำปี Kaspersky Cybersecurity Weekend 2026 ครั้งนี้ แคสเปอร์สกี้ได้เปิดเผยถึงการเตรียมออกผลิตภัณฑ์รวมถึงบริการใหม่ ประกอบด้วย
Open Single Management Platform (OSMP) หรือแพลตฟอร์มบริหารจัดการที่รวมทั้งระบบ IT, OT และอุปกรณ์ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของสินทรัพย์ทั้งหมด (Telemetry)
การป้องกัน AI Agent (เปิดตัว 18 สิงหาคม 2026) ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่การ ปกป้องระบบ AI และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการสแกนหาช่องโหว่และไวรัสใน Open Source Skills หรือ Library ต่างๆ ที่พนักงานดาวน์โหลดมาใช้ร่วมกับ AI ก่อนที่จะนำเข้าสู่สภาพแวดล้อมขององค์กร
Hybrid Defense การผสมผสานระหว่างการทำงานของเครื่องจักร (Machine) ในการคัดกรองข้อมูลจำนวนมาก และการใช้ผู้เชี่ยวชาญ (Human) ในการตัดสินใจและบริหารจัดการเหตุการณ์





