
“ WHA Group เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม โชว์ความสำเร็จ ESG รอบด้าน พร้อมยกระดับ WHA สู่การเป็น “นิคมฯ แห่งแรกของไทยที่พัฒนาระบบนิเวศทางธรรมชาติ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม”
WHA Group ยกระดับความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนไปอีกขั้นภายใต้การดำเนินงานผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก – การดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างพลังทางสังคม การบริหารจัดการด้วยนวัตกรรมและธรรมาภิบาล การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสีเขียว และการเป็นผู้ส่งเสริมความยั่งยืนให้กับประเทศ พร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในรอบปี
ทั้งด้านพลังงานหมุนเวียน การบริหารจัดการน้ำอย่างครบวงจร และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของโครงการปลูกป่านำร่องภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE 2) ซึ่งเป็นนิคมฯ แห่งแรกของประเทศที่มีการพัฒนาระบบนิเวศทางธรรมชาติและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับพันธกิจในการสร้าง Net Positive Impact ภายในปี 2050 สะท้อนการดำเนินงานที่ก้าวล้ำเกินกว่าเพียงการลดคาร์บอน

ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAID กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิดของคุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ที่มีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในการพัฒนาโมเดลธุรกิจสีเขียวด้วย “ยุทธศาสตร์กรีนต้องกินได้” หมายถึงการทำให้ความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
ซึ่งไม่ได้เพียงแค่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจของเราเอง แต่ยังต้องการมีส่วนสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการลดคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน เราเป็นผู้บุกเบิกในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการลดคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้
พร้อมสร้างระบบนิเวศที่รองรับเทคโนโลยีสีเขียวทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าของ WHA Group เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก”
สำหรับการดำเนินการภายใต้โมเดลธุรกิจสีเขียว WHA Group ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 1,222 เมกะวัตต์ และเพิ่มปริมาณการจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 2030
นอกจากนั้น ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุใช้งานมาสร้างประโยชน์
“นอกเหนือจากการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวตามแนวทางของ WHA Group แล้ว WHAID ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป
ด้วยแนวคิดดังกล่าว WHA จึงเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทยที่นำแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ภายใต้สถานการณ์ที่ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังลดลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง ‘ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact)’ ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (2566-2570)
เราจึงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม (No Gross Deforestation) ภายในปี 2573 และจะบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิทางชีวภาพ (Net Positive Impact on Biodiversity) ภายในปี 2593 ด้วยหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform โดยได้ริเริ่มโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ บนพื้นที่ 150 ไร่ใน 3 นิคมฯ ในปี 2568 ซึ่งจะเพิ่มเป็น 233 ไร่ใน 8 นิคมฯ ภายในปี 2569” คุณปจงวิชกล่าวเสริม

สมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้อธิบายถึงหลักการที่อยู่เบื้องหลังการทำงานร่วมกันนี้ว่า “โครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำ Nature-based Solutions มาประยุกต์ใช้เพื่อทำให้พื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพ และความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีขึ้น เราเริ่มต้นโครงการในปี 2568 ด้วยการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพขั้นต้น (Biodiversity Baseline Survey) ทำให้ทราบว่า พื้นที่ดังกล่าว มีพรรณไม้ 89 ชนิด และนก 31 ชนิด
รวมถึงสภาพดินที่มีอินทรียวัตถุปานกลาง และความหนาแน่นสูง ข้อมูล ‘Baseline’ เหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการฟื้นฟูอย่างเป็นขั้นตอน นอกจากนี้ ยังมีโครงการนำร่องการการพัฒนาและฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน ผ่านแนวคิดเกษตรเชิงฟื้นฟูและการปรับปรุงดิน (Soil Regenerative) ในพื้นที่นิคมฯ ESIE 3 และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 (RY36) ให้เตรียมพร้อมต่อการปลูกต้นไม้และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพต่อไปในอนาคต”
ด้วยแนวทางที่วางแผนอย่างเป็นระบบ WHA Group ได้เริ่มดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดย ในปี 2568 ได้มีการปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ของ WHA ESIE 2 และ WHA ESIE3 สำหรับในปี 2569 จะปลูกเพิ่มเติมอีก 81 ไร่ใน WHA ESIE 2 และ RY36 นอกจากนี้ ได้วางแผนที่จะขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ
โดยมีเป้าหมายเพิ่มเติมในการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศอีก 82 ไร่ภายใน ปี 2569 ครอบคลุมนิคมฯ หลายแห่ง เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องของ WHA Group
ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้าง Net Positive Impact และการดำเนินการด้าน Nature และ Biodiversity อย่างจริงจังของ WHA Group กำลังร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับวางรากฐานสำคัญ สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ผนวกแผนการพัฒนาระบบนิเวศเข้าไปในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการ ‘Shape the Future for Thailand’ ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป





