
“ผู้เขียนขอเสนอหลักการ ปรัชญาเสมอสภาพ เข้ามากำกับกระบวนการยุติธรรม ที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างกระบวนการยุติธรรมให้แข็งแกร่งและเป็นที่เชื่อมั่นได้
ในทุกสังคมบนโลกนี้ไม่ว่าที่ใดๆ ผู้คนต้องอาศัยอยู่ร่วมกันเสมอ และในทุกๆ สังคมก็จะมีคนหลากหลายรูปแบบและหลากหลายประเภทรวมตัวอยู่ด้วยกัน สังคมที่รวมความหลากหลายไว้เช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่คนมักจะกระทบกระทั่งหรือทำความผิดต่อกัน จนนำไปสู่การตัดสินถูกผิดในสังคม ซึ่งการตัดสินนั้นเป็นสิ่งที่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมมาก่อนเสมอจึงจะตัดสินได้ ทว่า
เมื่อพิจารณาสถานการณ์กระบวนการยุติธรรมไทยในมุมมองระดับสากลผ่านดัชนีหลักนิติธรรม (WJP Rule of Law Index) ที่จัดทำโดย World Justice Project (WJP) ประจำปี 2026 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 80 จาก 143 ประเทศทั่วโลก โดยได้คะแนนภาพรวมเพียง 0.50 เต็ม 1.00 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระบบหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงในสายตาของดัชนีชี้วัดสากล
การที่ประเทศไทยจะสร้างกระบวนการยุติธรรมให้แข็งแกร่งและเป็นที่เชื่อมั่นได้นั้น จำเป็นต้องใช้หลักการเข้ามากำกับกระบวนการ โดยข้อเสนอหลักการที่จะนำมาใช้กำกับในครั้งนี้ คือ ปรัชญาเสมอสภาพ
ทำความเข้าใจ ปรัชญาเสมอสภาพ
ในสังคมไทยที่มีการพูดถึงความเสมอภาคอย่างกว้างขวางนั้น ผมมองว่า ความเสมอภาคเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอและไม่ครบถ้วนสำหรับการกำกับสังคม จึงได้กำหนดแนวทางปรัชญาใหม่เพื่อนิยามความเสมอภาคในสังคมอย่างสมบูรณ์ภายใต้คำว่า เสมอสภาพ (Equality) ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.1 เสมอภาพ (Equitration) ที่เน้นปัจจัยนำเข้า เพื่อสร้างความเสมอภาคแบบไม่ลำเอียงและไม่เลือกปฏิบัติ โดยตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาแต่กำเนิดโดยไม่ต้องรอกฎเกณฑ์หรือกฎหมายมารับรอง และต้องไม่ถูกกีดกันหรือแบ่งแยกจากความแตกต่างทางเชื้อชาติ ความเชื่อ ผิวพรรณ หรือความบกพร่องทางกายภาพ
1.2 เสมอภาส (Equity) ที่เน้นกระบวนการ ในการให้โอกาสอย่างสว่างแจ้ง เนื่องจากในความเป็นจริงแม้คนเราจะเกิดมาเสมอภาพทางศักดิ์ศรี แต่ยังคงมีความไม่เสมอภาสทางกายภาพอยู่ หากไม่มีกระบวนการจัดสรรเพื่อเปิดช่องทางที่เหมาะสม คนบางกลุ่มก็จะไม่สามารถเข้าถึงความเสมอภาคได้ด้วยตนเอง การให้โอกาสจึงเป็นการรองรับคนทุกกลุ่มที่หลากหลายให้สามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรมและเห็นได้ชัดเจน
1.3 เสมอภาค (Equatry) ที่เน้นผลลัพธ์ อันหมายถึงความยุติธรรม ความถูกต้องสมเหตุสมผล และความเป็นธรรม เพราะแม้มนุษย์จะได้รับโอกาสชี้ทางสว่างให้ชีวิตแล้ว แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่ไปไม่ถึงโอกาสนั้นอันเนื่องมาจากมาตรฐานของสังคมหรือเหตุทางความบกพร่อง
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องให้ “แต้มต่อ” แก่กลุ่มคนเหล่านี้เพื่อให้เขาสามารถไปถึงมาตรฐานที่พึงได้รับ ซึ่งการให้แต้มต่อนี้ถือเป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบของความเสมอภาค
แนวโน้มกระบวนการยุติธรรมไทยในทศวรรษหน้า
ในทศวรรษหน้าที่สังคมกำลังก้าวไปนั้น กระบวนการยุติธรรมมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและถูกพาก้าวไปข้างหน้าในหลายมิติ ดังนี้
2.1 การเพิ่มขึ้นของคดีความในรูปแบบพหุสัญชาติ เนื่องจากการเปิดรับวัฒนธรรมใหม่และการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี ทำให้เกิดคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างเชื้อชาติและภาษามากขึ้น โดยเฉพาะภัยคุกคามจากยาเสพติดข้ามชาติ
2.2 อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น การโจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และการเจาะระบบจะทวีความรุนแรง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ถึงระดับประเทศ

2.3 การหาตัวผู้กระทำผิดยากขึ้น ผู้กระทำผิดมีแนวโน้มใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการปกปิดตัวตนและทำลายหลักฐานอัตโนมัติ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถให้เหนือกว่าผู้กระทำผิดตลอดเวลา
2.4 กระบวนการยุติธรรมขยายพรมแดนกว้างขึ้น โดยอาศัยความก้าวหน้าของอินเทอร์เน็ตและการประชุมทางไกลเข้ามาช่วยในการสืบสวนและพิจารณาคดีข้ามแดนเพื่อความรวดเร็วและลดต้นทุน
2.5 กระบวนการยุติธรรมขยายขอบเขต ในทุกด้านครอบคลุมไปถึงประเด็นทางการแพทย์ เสรีภาพทางวิชาการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องทำงานเชิงรุกและมีการเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อลดความผิดพลาดในการตัดสิน
2.6 คดีอาชญากรรมส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะภัยคุกคามจากการก่อการร้ายข้ามชาติและกลุ่มผู้ก่อการร้ายในประเทศที่มีเครือข่ายและรูปแบบซับซ้อนจนยากต่อการป้องกัน
2.7 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของศาลดีขึ้น ศาลต้องเร่งลดความล่าช้าโดยนำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วย เพิ่มพูนความรู้แบบบูรณาการข้ามศาสตร์ให้แก่ผู้พิพากษา และหารูปแบบการลงโทษทดแทนเพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุก
2.8 กระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนมีส่วนร่วม จากข้อจำกัดด้านทรัพยากรของรัฐ ประชาชนในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเริ่มใช้เครื่องมือใกล้ตัวในการเก็บหลักฐานและเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมด้วยตนเองมากขึ้น
2.9 กระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสในการตัดสินคดีความมากขึ้น ประชาชนสามารถเฝ้าติดตามคดีสำคัญผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้มีอิทธิพลแทรกแซงหรือบิดเบือนกระบวนการได้ยากขึ้น
2.10 ความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมไทยดีขึ้น ส่งผลให้อำนาจเงินหรือผลประโยชน์ไม่สามารถแทรกแซงระบบได้ ประชาชนจึงกล้าเข้ามาเป็นพยานและช่วยป้องกันการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางสร้างปรัชญาเสมอสภาพในกระบวนการยุติธรรมไทย
ท่ามกลางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้า กระบวนการยุติธรรมไทยจำเป็นต้องกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างปรัชญา “เสมอสภาพ” ให้เกิดขึ้นควบคู่กับอนาคตของสังคม โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้
3.1 เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการต้องระวังจุดอ่อนของมนุษย์ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและรู้เท่าทันทฤษฎี 7 จุดอ่อนมนุษย์ ตามแนวคิดของผม อันประกอบด้วย อคติ ลำเอียง อีโก้นำ อารมณ์เหนือเหตุผล ผลประโยชน์ส่วนตัว ตรรกะวิบัติ และการตีความผิด โดยต้องหมั่นตั้งคำถามเพื่อขจัดช่องโหว่เหล่านี้ออกไปอย่างถาวร ป้องกันไม่ให้เกิดการตัดสินที่เปลี่ยนสิ่งถูกเป็นสิ่งผิด
3.2 เจ้าหน้าที่ต้องมีส่วนร่วมแสวงหาข้อเท็จจริง แข็งขันในการสืบเสาะหาข้อเท็จจริงจนถึงที่สุด ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เพราะการที่จะพิสูจน์และต่อสู้ทางกฎหมาย ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากตามโมเดล 3T ของผม คือ เงิน (Treasure) เวลา (Time) และความสามารถ (Talent) หากเจ้าหน้าที่ลงมือลงแรงอย่างเต็มที่ ดำเนินงานเรื่องคนอื่นเหมือนเป็นเรื่องของตนเอง จะลดกำแพงความเหลื่อมล้ำทางทรัพยากรและลบวาทกรรมที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจน
3.3 ระบบกระบวนการยุติธรรมต้องมองทุกฝ่ายเป็นประชาชนที่เท่าเทียมกัน เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โจทก์และจำเลยต้องมีสถานะทางสังคมเท่ากัน ไม่ยึดติดกับประวัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือตำแหน่งหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจหรืออิทธิพลใดเข้ามาแทรกแซงจนบิดเบือนความจริง
3.4 ต้องมีการกำหนดกรอบเวลาของการดำเนินการที่ชัดเจน ทั้งระยะเวลาขั้นต่ำเพื่อป้องกันความเร่งรีบที่อาจก่อให้เกิดความผิดพลาด ซึ่งความพลาดในคดีความของเจ้าหน้าที่ คือ การสนับสนุนความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม และระยะเวลาขั้นสูงเพื่อป้องกันความล่าช้าที่อาจเปลี่ยนรูปคดีให้กลายเป็นการต่อสู้ด้วยทรัพยากร
3.5 ต้องปรับเปลี่ยนบริบททางกฎหมายมองผู้ถูกกล่าวหาว่าบริสุทธิ์ก่อนเสมอ คือ แนวคิดที่ผมมองว่า “ต้องมองว่าเขาบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์แน่ชัดว่าผิดจริง” การมองเขาว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน จะช่วยลดช่องโหว่ของกระบวนการยุติธรรม ลดอคติ และการด่วนกล่าวหาอันเปรียบเสมือน “การฆาตกรรมชื่อเสียง” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือไปตลอดชีวิต
3.6 กระบวนการยุติธรรมต้องสร้างบริบทผู้ผู้กระทำผิดสู่สังคม ทำให้ผู้กระทำผิดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างสมบูรณ์เมื่อรับโทษสิ้นสุดลง โดยเรือนจำต้องเป็นพื้นที่สำหรับเปลี่ยนความคิดควบคู่ไปกับการสร้างบริบทของสังคมที่พร้อมให้อภัย เพื่อนำพาสังคมกลับสู่ความสมานฉันท์อย่างแท้จริง
บทสรุป
การผดุงความยุติธรรม คือ การเชิดชูความดีและหยัดยืนเผชิญหน้ากับความชั่วร้าย เพราะเมื่อใดที่คนดีในสังคมนิ่งเฉย เมื่อนั้นคนชั่วจะยิ่งเหิมเกริม คุณธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะสร้าง “ความไว้ใจที่แท้จริง” ซึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นในบุคคลผู้มีคุณธรรมและกระบวนการที่ยุติธรรม
ช่วยยกระดับสังคมให้หลุดพ้นจากระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อประโยชน์เพียงพวกพ้อง ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องลุกขึ้นมาเป็นพลังแห่งความถูกต้อง ดังคำกล่าวที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณของผมที่ว่า “ถ้าความดีแพ้ความชั่ว เราต้องลาออกจากความเป็นคน เพราะความดีต้องชนะ”
อ่านบทความทั้งหมดของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์





