Wednesday, October 14, 2026
ArticlesDigital TransformationManagement

จาก MICE สู่ Global Business Hub ไทยจะเปลี่ยนเวทีระดับโลกเป็นโอกาสลงทุนและเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างไร

“ประเทศไทย จะเปลี่ยนแนวคิด Event Organizer ไปสู่ Ecosystem Builder, TCEB ผู้สวมบทบาท National Bidder จะผลักดันประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางการจัดงาน สู่ศูนย์กลางโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนมูลค่าการจัดงานให้เป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจระยะยาวได้อย่างไร

การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในเศรษฐกิจโลกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ

หนึ่งในเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศนำมาใช้ คือการดึงงานประชุม นิทรรศการ และกิจกรรมระดับนานาชาติเข้ามาจัดในประเทศ เพราะงานเหล่านี้ไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะช่วงเวลาการจัดงาน แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจ การสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวกำลังเปลี่ยนบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมและนิทรรศการ ไปสู่การเป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนงานระดับนานาชาติหรือจำนวนนักเดินทางไมซ์ แต่เป็นความสามารถในการเปลี่ยนกิจกรรมเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีกำลังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

เมื่อการจัดงานระดับโลกกลายเป็นเครื่องมือแข่งขันทางเศรษฐกิจ

หากพิจารณายุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำ จะพบว่าหลายประเทศให้ความสำคัญกับการดึงกิจกรรมระดับนานาชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

สิงคโปร์ ใช้กิจกรรมระดับโลกอย่าง Formula One เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์และดึงดูดผู้เดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ดูไบใช้ World Expo 2020 เป็นเวทีนำเสนอศักยภาพด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการลงทุน ส่วนซาอุดีอาระเบีย กำลังใช้การเป็นเจ้าภาพ World Expo 2030 และ FIFA World Cup 2034 เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Vision 2030 เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลก

แม้กิจกรรมเหล่านี้จะไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม MICE ทั้งหมด แต่สะท้อนแนวคิดร่วมกันว่า การลงทุนเพื่อเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติสามารถเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ หากประเทศเจ้าภาพสามารถต่อยอดโอกาสที่เกิดขึ้นให้มีผลลัพธ์ยาวนานกว่าช่วงเวลาการจัดงาน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเทศต่างๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเพื่อให้ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพ แต่กำลังแข่งขันกันเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และองค์กรระดับโลกให้เข้ามาสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

สิ่งที่มีมูลค่าจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้จากโรงแรม ร้านอาหาร หรือการเดินทาง แต่รวมถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

MICE กับโอกาสขับเคลื่อน Digital Economy

ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก งานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติมีบทบาทมากกว่าการเป็นพื้นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพราะสามารถทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน องค์กรผู้ใช้งาน และหน่วยงานกำหนดนโยบาย

โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่กำลังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น Artificial Intelligence (AI), Financial Technology (FinTech), Cloud Computing, Data Center, Cybersecurity และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างองค์กรจำนวนมากในการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ

งานระดับนานาชาติที่มีผู้มีอำนาจตัดสินใจจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม จึงมีศักยภาพในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงตลาดและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศได้พบกับพันธมิตรทางธุรกิจจากต่างประเทศโดยตรง

ตัวอย่างหนึ่งคือ Money20/20 Asia 2026 ซึ่งเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีการเงิน สถาบันการเงิน ผู้พัฒนานวัตกรรม และผู้เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศ FinTech จากหลายประเทศ

ข้อมูลที่ทีเส็บนำเสนอระบุว่า งานดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับเชิงบวกในโลกออนไลน์ โดยมีค่า Net Sentiment อยู่ที่ 96.8% และเกิดการมีส่วนร่วมผ่านการเผยแพร่เนื้อหาสรุปประเด็นสำคัญจากเวทีอย่างต่อเนื่อง

แม้ตัวชี้วัดดังกล่าวจะสะท้อนการรับรู้และการมีส่วนร่วมบนสื่อดิจิทัล มากกว่าจะเป็นหลักฐานของผลตอบแทนทางธุรกิจโดยตรง แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของงานระดับนานาชาติในการขยายการเข้าถึงองค์ความรู้และประเด็นสำคัญทางอุตสาหกรรมออกไปนอกพื้นที่จัดงาน

สำหรับประเทศไทย โอกาสสำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนากลไกเชื่อมโยงงานเหล่านี้เข้ากับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อให้การจัดงานไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่สามารถนำไปสู่การจับคู่ธุรกิจ การพัฒนาโครงการร่วมกัน และการสร้างโอกาสในการลงทุนใหม่

มูลค่าทางเศรษฐกิจของ MICE ไม่ได้สิ้นสุดเมื่อปิดงาน

ข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 ประเทศไทยมีนักเดินทางไมซ์รวม 26.75 ล้านคน สร้างรายได้ 148,451 ล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย (Economic Impact by Expenditure) มีมูลค่า 338,233 ล้านบาท และมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทย (GDP Contribution) อยู่ที่ 310,897 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.65% ของ GDP ประเทศไทย

นอกจากนี้ ทีเส็บยังรายงานว่าอุตสาหกรรมไมซ์มีส่วนสนับสนุนการจ้างงาน 304,932 ตำแหน่ง และสร้างรายได้ภาษี 25,135 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมไมซ์กับระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม รายได้จากนักเดินทาง ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย และมูลค่าเพิ่มต่อ GDP เป็นตัวชี้วัดที่มีความหมายแตกต่างกัน จึงไม่ควรนำมารวมกันเพื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งหมด

ในอีกมิติหนึ่ง คุณค่าของงานระดับนานาชาติยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดวงจรการจัดงาน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ การพัฒนาบุคลากร การจัดซื้อจัดจ้างและการใช้บริการจากผู้ประกอบการในประเทศ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจหลังงานสิ้นสุดลง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลลัพธ์บางประเภทอาจไม่สามารถวัดได้ทันทีในช่วงเวลาการจัดงาน เช่น การเจรจาที่นำไปสู่สัญญาทางธุรกิจในอนาคต การตัดสินใจลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรที่นำไปสู่ความร่วมมือระยะยาว

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การประเมินความสำเร็จจำเป็นต้องขยายจากตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมงานและรายได้จากการใช้จ่าย ไปสู่การติดตามผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นภายหลัง

จาก Event Organizer สู่ Ecosystem Builder

แนวคิดสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาคือ การเปลี่ยนบทบาทของการจัดงานจาก Event Organizer หรือผู้จัดกิจกรรม ไปสู่ Ecosystem Builder หรือผู้สร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ความแตกต่างระหว่างสองบทบาทนี้อยู่ที่เป้าหมายของการดำเนินงาน

การจัดงานในรูปแบบเดิมอาจให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เข้าร่วม พื้นที่จัดแสดงสินค้า ความสำเร็จในการบริหารสถานที่ และรายได้ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน

แต่การทำหน้าที่ Ecosystem Builder จะต้องมองไกลกว่านั้น โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยสามารถดึงงานด้าน AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัลระดับนานาชาติเข้ามาจัดได้ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญไม่ได้มีเพียงจำนวนบริษัทเทคโนโลยีที่เข้าร่วมงาน แต่รวมถึงการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ การพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ และการเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้าสู่ภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษา

ในทำนองเดียวกัน งานด้านการแพทย์ พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมขั้นสูง ก็สามารถเป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐได้

หากสามารถออกแบบกระบวนการเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างเป็นระบบ การจัดงานระดับนานาชาติก็มีศักยภาพที่จะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

บทบาท National Bidder กับการดึงโอกาสทางธุรกิจเข้าสู่ประเทศไทย

ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทของ TCEB ในฐานะ National Bidder หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลักดันประเทศไทยในการแข่งขันชิงสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติ จึงมีความสำคัญต่อการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ

การชิงสิทธิ์จัดงานระดับโลกไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความพร้อมของสถานที่หรือคุณภาพการให้บริการ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของประเทศ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนศักยภาพในการรองรับกิจกรรมทางธุรกิจระดับนานาชาติ

ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง การคมนาคม บริการ การท่องเที่ยว และความพร้อมในการรองรับผู้เดินทางจากต่างประเทศ แต่ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนจุดแข็งเหล่านี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการดึงดูดธุรกิจและการลงทุนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นั่นหมายความว่า การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพสูง (High Value Added Destination) ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน แต่ควรครอบคลุมถึงการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

บทบาทของ TCEB จึงมีโอกาสขยายจากการส่งเสริมการจัดงาน ไปสู่การเป็นกลไกประสานความร่วมมือระหว่างผู้จัดงานระดับโลก หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้กิจกรรมระดับนานาชาติสามารถสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศได้มากขึ้น

ประเทศไทยจะวัดความสำเร็จด้วยจำนวนผู้เข้าร่วม หรือมูลค่าธุรกิจที่เกิดขึ้น?

โจทย์สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ในระยะต่อไป อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนงานหรือการดึงนักเดินทางให้มากขึ้น แต่เป็นการสร้างระบบประเมินผลลัพธ์ที่สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ตัวชี้วัดเหล่านี้อาจครอบคลุมถึงจำนวนการเจรจาจับคู่ธุรกิจที่นำไปสู่ข้อตกลงจริง มูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นภายหลังงาน การขยายตลาดของผู้ประกอบการไทย จำนวนความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะบุคลากรในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาสนับสนุนการติดตามผลลัพธ์หลังการจัดงาน ยังอาจช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกประเภทงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ

เพราะในท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดงานให้สำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนโอกาสที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านจากการเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงาน ไปสู่การเป็น Global Business Hub จึงต้องอาศัยมากกว่าการลงทุนในสถานที่และบริการ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงคน เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน

และนี่อาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมไมซ์ในอนาคต เพราะประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่จัดงานมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่สามารถเปลี่ยนเวทีระดับโลกให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน