
“Cadence ผนึก ADI เปิดตัวขุมพลังประมวลผลเสียง SHARC-FX ยุคใหม่อัปสปีดพลังประมวลผล AI และ DSP ในรถยนต์แรงขึ้น 5 เท่า
Cadence (Nasdaq: CDNS) และ Analog Devices, Inc. (ADI) สองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในการพัฒนาโปรเซสเซอร์ประมวลผลสัญญาณเสียงสำหรับยานยนต์รุ่นล่าสุดในตระกูล SHARC® โดยผสานสถาปัตยกรรม Tensilica DSP ของ Cadence เข้ากับตระกูลโปรเซสเซอร์ ADSP รุ่นใหม่ของ ADI เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านเสียง การสั่งการด้วยเสียง และความชาญฉลาดของระบบอินโฟเทนเมนต์ (Infotainment) สำหรับรถยนต์แห่งอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้นำสถาปัตยกรรม Tensilica DSP มาสู่คอร์ประมวลผล SHARC-FX บนแพลตฟอร์ม ADSP-SC84x รุ่นใหม่ ซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับ 16 นาโนเมตร พร้อมรองรับการประมวลผล On-Chip AI/ML เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลด้านเสียงและ AI สำหรับยานยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ หรือ Software-Defined Vehicle (SDV) และสร้างประสบการณ์เสียงอัจฉริยะภายในรถยนต์ยุคใหม่
ก้าวสู่เทคโนโลยี 16nm ยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลสูงขึ้น 5 เท่า
ต่อยอดจากความสำเร็จของชิปตระกูล ADSP-SC59x/2159x ทาง ADI เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ ADSP-SC84x/2184x พร้อมเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตจาก 28 นาโนเมตร สู่ 16 นาโนเมตร ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รองรับความถี่ในการทำงานที่สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการผสานรวมระบบสำหรับยานยนต์ที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ หรือ Software-Defined Vehicle (SDV)
โดยหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มนี้คือคอร์ประมวลผล SHARC-FX ที่ออกแบบและพัฒนาร่วมกับ Cadence บนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเดียวกับ Tensilica DSP รองรับสถาปัตยกรรม VLIW SIMD ที่ได้รับการปรับปรุง พร้อมชุดคำสั่งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลสัญญาณและ AI สมัยใหม่ เมื่อผสานกับความถี่ในการทำงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ SHARC-FX มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงกว่าคอร์ SHARC+ รุ่นก่อนหน้าถึง 5 เท่า
แอนดรูว์ แลนเฟียร์ หัวหน้าฝ่ายเสียงและเครือข่ายยานยนต์ของ ADI กล่าวว่า “เนื่องจากความซับซ้อนของแอปพลิเคชันด้านเสียง อะคูสติก และการประมวลผลเสียงพูดภายในรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องการสถาปัตยกรรม DSP ที่สามารถมอบประสิทธิภาพที่สูงขึ้น พร้อมรองรับความสามารถด้าน AI บนชิป ขณะเดียวกันยังคงการทำงานแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำและเชื่อถือได้
นอกจากนี้ ด้วยความเป็นผู้นำด้าน DSP IP ของ Cadence การทำงานร่วมกันครั้งนี้จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับ ADI โดยเทคโนโลยี Tensilica Instruction Extension (TIE) ช่วยให้เราสามารถสร้างชุดคำสั่งแบบกำหนดเอง เพื่อเร่งประสิทธิภาพอัลกอริทึมด้านเสียงและการประมวลผลเสียงพูด พร้อมจัดสรรทรัพยากร DSP สำหรับการถ่ายโอนภาระการประมวลผลเสียงพูดแบบเรียลไทม์ และรองรับเวิร์กโหลดสำหรับยานยนต์เจเนอเรชันถัดไป”
ทางด้าน อาโมล บอร์การ์ (Amol Borkar) ผู้อำนวยการกลุ่มฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ Tensilica DSP ของ Cadence กล่าวว่า “การที่ ADI เลือกใช้เทคโนโลยี Tensilica DSP ของ Cadence สำหรับโปรเซสเซอร์ ADSP รุ่นต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ADI ในการพัฒนาระบบเสียงสำหรับยานยนต์ประสิทธิภาพสูงและ AI โดยสถาปัตยกรรมขั้นสูงของคอร์ SHARC-FX ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับการประมวลผล AI/ML และสัญญาณบนชิป รองรับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น
การจำแนกประเภทดนตรี การแยกแหล่งกำเนิดเสียงดนตรี และการลบเสียงร้องแบบเรียลไทม์ ให้สามารถทำงานบน DSP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ CPU หลักยังคงทุ่มเททรัพยากรให้กับฟังก์ชันต่าง ๆ ของยานยนต์และระบบปฏิบัติการ”
มิสเตอร์ ชิน เบ็คมันน์ (Chin Beckmann) ซีอีโอของ DSP Concepts กล่าวว่า “DSP Concepts เป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนานจากทั้ง Cadence และ ADI โดยช่วยสนับสนุนแอปพลิเคชันด้านเสียงที่หลากหลายให้สามารถทำงานบนทั้งสองแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ากับเฟรมเวิร์ก Audio Weaver (AWE) ของเรา ทำให้เราได้เห็นและทดสอบผลลัพธ์อันโดดเด่นจากความร่วมมือระหว่างผู้นำด้านเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม”
นอกเหนือจากประสิทธิภาพการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์ม ADSP-SC84x/2184x ยังมาพร้อมอินเทอร์เฟซหน่วยความจำ LPDDR4 หน่วยความจำ L2 บนชิปที่เพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ผ่าน Hardware Security Module (HSM) โดยเฉพาะ และคอร์สำหรับการเชื่อมต่อเพิ่มเติมอีก 2 คอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการสื่อสารและรองรับการทำงานบน Linux
ขณะที่คอร์ SHARC-FX ยังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับเวิร์กโหลด AI ควบคู่กับการประมวลผล DSP แบบดั้งเดิม เปิดทางสู่แอปพลิเคชันยานยนต์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์เสียงภายในห้องโดยสารที่ปรับแต่งเฉพาะแต่ละที่นั่ง ระบบตัดเสียงรบกวนที่เสริมประสิทธิภาพด้วย AI ระบบผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะ และการสร้างเสียงด้วย AI
นอกจากนี้ ADI ยังนำเสนอชุดเครื่องมือและระบบนิเวศที่ครบครัน ประกอบด้วยคอมไพเลอร์และเครื่องมือจาก Cadence รวมถึงระบบประเมินผล EZ-KIT® ของ ADI, CrossCore® Embedded Studio, SigmaStudio+™ และเฟรมเวิร์กชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น Audio Weaver ของ DSP Concepts ขณะที่ Cadence Tensilica IP Group นำเสนอ DSP IP สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 26262 ระดับ ASIL-B เพื่อรองรับระบบ ADAS และแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่มีความสำคัญด้านความปลอดภัย
ปลดล็อกขีดความสามารถ Edge AI ลดภาระ CPU หลัก
เมื่อระบบเสียงและระบบสั่งการด้วยเสียงในรถยนต์เปลี่ยนผ่านจากการประมวลผลสัญญาณแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI คอร์ SHARC-FX จึงได้รับการออกแบบให้รองรับการประมวลผล On-Chip AI/ML และโมเดล Neural Network แบบเรียลไทม์ที่ Edge
พร้อมรองรับเฟรมเวิร์ก AI/ML ยอดนิยมอย่าง Google LiteRT™ ช่วยถ่ายโอนเวิร์กโหลด AI ด้านเสียงมายังคอร์ SHARC-FX โดยตรง ลดภาระการประมวลผลของ CPU หลัก เพื่อให้ CPU สามารถทุ่มเททรัพยากรให้กับฟังก์ชันต่าง ๆ ของยานยนต์และระบบปฏิบัติการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเปิดทางสู่นวัตกรรมเสียงยุคใหม่ภายในห้องโดยสาร อาทิ
- Personal Sound Zones (PSZ): การสร้างโซนเสียงส่วนบุคคลแยกตามตำแหน่งที่นั่ง พร้อมการเรนเดอร์เสียง 3 มิติแบบสมจริง
- Music Source Separation (MSS) & Real-time Vocal Removal: การแยกแหล่งกำเนิดเสียงดนตรีและการลบเสียงร้องแบบเรียลไทม์
- Automated Driving Alerts & Acoustic Vehicle Alerting Systems (AVAS): ระบบแจ้งเตือนสำหรับการขับขี่อัตโนมัติและระบบเสียงเตือนสำหรับยานยนต์
- AI-Enhanced Noise Cancellation: ระบบตัดเสียงรบกวนจากท้องถนน (RNC) และเสียงเครื่องยนต์ (EOC) ที่เสริมประสิทธิภาพด้วย AI
- Intelligent Voice Assistants & Generative AI Audio: ระบบผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะและการสร้างเสียงด้วย Generative AI





