Monday, October 3, 2022
ArticlesColumnistSupon Phrommaphan

เสริมสมรรถนะขั้นสูง ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ด้วย RE SKILL-UP SKILL บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ด้าน IT

เก็บข้อมูลจาก การบรรยายพิเศษในโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ด้าน IT (NON DEGREE), RE SKILL- UP SKILL รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่จะสามารถนำมาสร้างโมเดลและจุดประกายบัณฑิตพันธุ์ใหม่ด้าน IT ได้อย่างแท้จริง

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุมจัดพิธีบรรยายพิเศษโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ด้าน IT (NON DEGREE), RE SKILL- UP SKILLรุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 2 คน คือ ดร.มนู อรดีดลเชษฐ์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาบรรยายในหลักสูตรการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลและเข้าใจผู้บริโภคในเชิงลึกหัวข้อ Disruptive Technology that Impact Industry Transformation และ Value Proposition and Value co-creation of organization and products

และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา ตั้งเกรียงกิจ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Analytics และ Big Data บรรยายในหลักสูตรการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าในหัวข้อ Module1: Data Analytic with Rapid Miner, Intro Rapid Miner,Basic, Repository, Operators, and Process, Parameters สรุปประมวลความได้ดังต่อไปนี้

ผู้เขียน : ผศ.สุพล พรหมมาพันธุ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เชี่ยวชาญเรื่องระบบข้อมูลสารสนเทศ การวางกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร รวมถึงกลยุทธ์ออนไลน์
INDUSTRY TRANSFORMATION

หัวข้อ Disruptive Technology that Impact Industry Transformation ดร.มนู ได้อธิบายความว่าการเข้ามาของ Disruptive Technology ได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมโดย Digital Technology กำลังเปลี่ยนแปลงสังคม

ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ

(1) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการ และหน่วยงาน

(2) เทคโนโลยีดิจิทัล ผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการ หน่วยงาน และประชาชนทั่วไป

เทคโนโลยีดิจิทัลมีผลอย่างสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนธุรกิจ คือเปลี่ยนแนวคิดจากการมุ่งขายผลิตภัณฑ์ มาเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ (Use of Production หรือบริการ) นอกจากนี้ พลังแห่งพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คือ

(1) สังคม ทำให้เกิดชุมชน, Social Media สร้างสังคม และชุมชนสนับสนุนธุรกิจ อาศัยเครือข่ายสังคม สร้างชุมชนของกลุ่มลูกค้าเพื่อปฏิสัมพันธ์เพื่อความใกล้ชิด, เรียนรู้ความต้องการ เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร รวมถึงสามารถช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าได้

(2) Mobile ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ขจัดข้อจำกัดที่ต้องพึ่งพาสถานที่และเวลา ลูกค้ามีความสะดวกในการใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่ทำให้เกิดประสบการณ์ของลูกค้า ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าได้

(3) การวิเคราะห์ ทำให้ทุกสิ่งอย่างในโลกกายชาญฉลาดหรือสมาร์ทขึ้น, ทำให้รู้ข้อมูลเชิงลึกของโลก, Real-time data ทำให้เกิดทัศนวิสัยในตัวธุรกิจ ทำให้เกิด Insights เพื่อช่วยการตัดสินใจแยกประเภทและจัดกลุ่มใช้แยกลูกค้าเป็นกลุ่มย่อย เพื่อเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้า เพื่อการขยายโอกาสสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้

(4) Cloud เชื่อมโยงบริการดิจิทัลต่างๆ ทำให้เกิด Business Platform Ecosystems เป็นเวทีธุรกิจในโลกดิจิทัล ใช้เชื่อมโยงบริการด้านดิจิทัลต่างๆ เช่น Financial service, data service, social network service, e-commerce เป็นต้น

(5) Internet of Things (IoT) เชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างโลกทางกายภาพและโลกไซเบอร์

ก้าวสู่ VALUE BASED ECONOMY

ลำดับต่อมาเป็นหัวข้อ Value Proposition and Value co-creation of organization and products ความว่า การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Entering the Digital Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล หมายถึง การขับเคลื่อนในด้านนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัล เพื่อสร้างนวัตกรรมแนวใหม่ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตและขยายตัวได้อย่างทั่วถึงจาก Industrial Economy สู่Value based Economy

ส่วน Thailand 4.0 เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ Value based Economy จากผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรมและบริการ ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technology Creativity and Innovation) เปลี่ยนฐานจาก Value added Economy สู่ Value creation Economy

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุค Value Creation ใหม่ พื้นฐานของ Digital Economy เป็นการเปลี่ยน Value Creation จากคุณค่าที่เป็นผลจากกระบวนการผลิตสินค้า (Value in exchange) ไปเป็นคุณค่าที่เป็นผลจากกระบวนการใช้สินค้าที่ผลิต (Value in use)

จากแนวคิดนี้ นำไปสู่ Digital Transformation การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกจาก Product Centric สู่ Customer Centric ความหมายของ Product Centric คือ ธุรกิจเป็นผู้กำหนด Product Specification, ธุรกิจเป็นผู้ผลิต, ผลผลิตมีคุณค่าในลักษณะ Potential Value และคุณค่าเป็นลักษณะ Value in –exchange คุณค่าเกิดจากพื้นฐานการแลกเปลี่ยน เป็นการแลกเปลี่ยนการบริการที่ใช้องค์ความรู้

คราวนี้ลองมาดูกรณีศึกษาการเปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นเป็นบริการที่โดดเด่นเช่น การยก Supermarket ไปหาลูกค้า หรืออาจจะเรียกว่า การออกแบบการเดินทางของผู้ใช้ (User’s Journey Design) ดังนี้ คือ

(1) ภารกิจสถานการณ์ (Mission Scenario)ได้แก่ เลือกภารกิจที่จะแปลงหรือเปลี่ยนผ่าน คือ จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิด จำหน่ายให้กับลูกค้าได้อย่างสะดวกไม่ต้องไปที่ห้าง

(2) เป้าหมาย/ความคาดหวัง (Goal/Expectation) ได้แก่ การระบุเป้าหมายผู้ใช้ ระบุเป้าหมายความคาดหวัง เช่น ลุกค้าสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้ในขณะเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของ e-Commerce ได้

(3) ข้อเสนอแห่งคุณค่า (Value Propositions) ได้แก่ การระบุข้อเสนอที่ตั้งใจไว้ในปัจจุบันและกำลังการผลิตทรัพยากรเช่น การให้บริการลูกค้าที่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ได้ขณะเดินทางได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ยังต้องสัมพันธ์กับเรื่อง การรับรู้บริการแบบใหม่ เช่น ระบบโซเชียลมีเดีย, เฟซบุ๊กแฟนเพจ, ยูทูบวิดีโอ

เรียนรู้วิธีใช้บริการ เช่น เว็บไซต์-YouTube-TikTok, ลงทะเบียนใช้บริการ เช่น ระบบลงทะเบียน, ลงทะเบียนอินเทอร์เฟซ, การใช้บริการ (Service) เช่น แอพสมาร์ทโฟน-.อินเตอร์เฟซแอพสมาร์ทโฟน-Android / IOS /บริษัท, แสดงความเห็น เช่น การแสดงความคิดเห็นผ่านระบบโซเชียลมีเดีย-เฟซบุ๊ก และเฟซบุ๊กแฟนเพจ เป็นต้น.

DATA ANALYTICS เพื่อธุรกิจ

ท้ายสุดเป็นหัวข้อ Data Analytics with Rapid Miner ผศ.ดร.ปรีชา ตั้งเกรียงกิจ ได้อธิบายว่า ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น AI ในยุคแรก คือบริษัทเกมคอมพิวเตอร์ ที่ทำรถแข่ง ก็มีคนคิดว่า ทำอย่างไร? จึงจะไม่ให้รถแข่งชนกันได้ และทำไม ไม่เอาไปใช้งานกับรถที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนจริงๆ

ต่อมาจึงกลายเป็น Data Analytics ซึ่งก็คือการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีขั้นตอน โดยคุณลักษณะของข้อมูลขนาดใหญ่ (Characteristics of Big Data) หรือ Data Analytics ซึ่งมีอยู่ 5 อย่าง คือ

(1) ปริมาณ (Volume) หมายถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นทุกขณะทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือจากการบันทึกในโทรศัพท์มือถือ, เซ็นเซอร์, รถยนต์ ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สภาพภูมิอากาศภาพเคลื่อนไหว การทำดัชนีการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

(2) ความหลากหลายของประเภทข้อมูล (Variety) หมายถึงข้อมูลที่มาจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันทั้งประเภทที่มีโครงสร้าง กึ่งโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้าง

(3) ความรวดเร็ว (Velocity) หมายถึง ข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบเรียลไทม์ (Real-time) เช่น ข้อมูลที่สนทนากันผ่านเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ การถ่ายรูป การถ่ายคลิปวิโอ แม้แม้กระทั่งการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์

(4) คุณค่า (Value) หมายถึง ข้อมูลที่จัดเก็บเอาไว้นั้นมีคุณค่า เมื่อนำเอามาประมวลผลแล้ว ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเชื่อถือได้ นอกจากนั้น ยังสามารถนำไปวิเคราะห์ในเชิงลึกได้

(5) ความจริง (Veracity) หมายถึง ข้อมูลความเป็นจริงที่มีมูลค่าทางธุรกิจที่ผ่านการกลั่นกรอง หรือแปลความหมายออกมาอย่างถูกต้องแล้ว

ประการหนึ่ง หลักของวิทยาศาสตร์ข้อมูลนั้น ต้องมีความเข้าใจในธุรกิจด้วย ตัวอย่างเช่น การใช้โดรน (Drone) จับภาพคนเล่นน้ำในทะเลและดูว่า มีปลาฉลามว่ายน้ำเข้ามาหรือไม่ และทำการแจ้งเตือนไปยังชายฝั่ง อันนี้เรียกว่า Deep Learning หรือการเลือกซื้อสินค้าในร้านค้า ใช้กล้องและเซ็นเซอร์จับภาพ ทำให้รู้ว่า สินค้าอะไรและเป็นสินค้าประเภทไหน เป็นต้น

ในอนาคตอันใกล้นี้ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามาแทนที่นักแต่งเพลง, ผู้พิพากษา นักข่าว แม้กระทั่งการไหลเวียนของกระแสเงิน สามารถจะรู้ได้ว่าเงินไหลเวียนไปที่ไหน มีการฟอกเงินหรือไม่ นอกจากนั้น ยังสามารถใช้โปรแกรม Rapid Miner วิเคราะห์ดูข้อมูลเชิงลึกได้

Leave a Response