Monday, June 29, 2026
AIArticlesCIO TalkDigital Transformation

Trust + AI Leadership คือ ความได้เปรียบใหม่ของประเทศไทย

เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือบททดสอบของผู้นำองค์กรและอนาคตการแข่งขันของประเทศ

นช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ แข่งขันกันด้วยต้นทุนการผลิต ขนาดตลาด และศักยภาพด้านเทคโนโลยี แต่เมื่อโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน

และการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัจจัยที่กำลังกลายเป็น สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ ที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็น ความน่าเชื่อถือ (Trust)

คำถามสำคัญขององค์กรในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงว่า จะลงทุน AI หรือไม่ แต่คือ องค์กรมีผู้นำที่พร้อมจะขับเคลื่อน AI อย่างมีกลยุทธ์ มีธรรมาภิบาล และสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่

นี่คือประเด็นสำคัญที่ CIO World Business เรียบเรียงจากมุมมองของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS Business School) และ อุษา สกุลคีรีวัฒน์ อาจารย์อาวุโสแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ 

นักวิชาการทั้งสองสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันในระดับภูมิภาค และผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับศักยภาพของ ผู้นำ มากพอๆ กับศักยภาพของ เทคโนโลยี

Trust คือ Competitive Advantage ใหม่ของประเทศไทย

ศาสตราจารย์โรสมองว่า ในยุคที่บริษัทข้ามชาติเริ่มทบทวนการลงทุนและกระจายฐานการผลิตใหม่ ประเทศที่ได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ มีความสัมพันธ์ที่สมดุลกับมหาอำนาจ และสามารถรักษาความเป็นพันธมิตรกับประเทศเพื่อนบ้านได้ จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น แต่เป็นผลจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ

ความน่าเชื่อถือ จึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการทูต แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การจัดวางห่วงโซ่อุปทาน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม Trust เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรไทยไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อมั่นดังกล่าวให้กลายเป็นศักยภาพในการแข่งขันผ่านการใช้ AI ข้อมูล และนวัตกรรม

AI Leadership

AI กำลังเปลี่ยนโจทย์ของผู้นำองค์กร

แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ศาสตราจารย์โรสมองว่านี่คือช่วงเวลาที่องค์กรควรเร่งปรับยุทธศาสตร์มากกว่าชะลอการลงทุน

สิ่งที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีตคือ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การบริหารข้อมูล การบริหารความเสี่ยง การพัฒนาบุคลากร หรือการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่

AI จึงไม่ใช่โครงการด้านไอทีอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นระดับคณะกรรมการบริษัท (Boardroom Agenda) ที่ผู้บริหารทุกสายงานจำเป็นต้องมีส่วนร่วม

องค์กรที่สามารถผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจได้เร็ว จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ได้ก่อนคู่แข่ง ขณะที่องค์กรที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ความเข้าใจผิดที่องค์กรไทยต้องก้าวข้าม

อุษา สกุลคีรีวัฒน์ ให้ความเห็นว่า “หลายองค์กรยังให้ความสำคัญกับการจัดหาเทคโนโลยี มากกว่าการเตรียมความพร้อมของบุคลากร”

ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านสู่ AI ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกแพลตฟอร์มหรือโมเดลที่ทันสมัยที่สุด แต่เริ่มจากการสร้างคนที่สามารถใช้ AI ได้อย่างถูกต้อง มีวิจารณญาณ และเข้าใจผลกระทบต่อธุรกิจ

ผลสำรวจของ Milieu Insight เรื่อง Workers Want AI Training, But Not Everyone Is Getting It เมื่อเมษายนที่ผ่านมายังสะท้อนว่า ความกังวลอันดับหนึ่งของพนักงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่การถูก AI แย่งงาน แต่เป็นการพึ่งพา AI มากเกินไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น การกำกับดูแล และการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์กับ AI

นั่นหมายความว่า องค์กรจำเป็นต้องก้าวจากการเป็น ผู้ใช้ AI ไปสู่การเป็น ผู้นำการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

ที่มา: Workers Want AI Training, But Not Everyone Is Getting It, Milieu Insight

C-Level ต้อง Reskill ก่อนที่องค์กรจะ Transform

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เริ่มต้นจากตัวผู้นำ โดย CEO ในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องเขียน Prompt หรือพัฒนาโมเดล AI ด้วยตนเอง แต่จำเป็นต้องเข้าใจว่า AI จะเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ การแข่งขัน และการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างไร

ขณะที่ CIO ต้องก้าวจากบทบาทผู้ดูแลระบบไอที ไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ (Business Transformation Leader) ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยี ข้อมูล และกลยุทธ์องค์กรเข้าด้วยกัน

และ CDO ต้องผลักดันให้ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจ ส่วน CHRO จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์การพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเตรียมบุคลากรให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในยุคที่ AI เข้าถึงได้แทบทุกองค์กร ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมีผู้นำที่สามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดีกว่า

ประเทศไทยกำลังแข่งขันด้วย Leadership Capital

ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นผู้พัฒนา Foundation Model หรือผู้ผลิตชิป AI ระดับโลก แต่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งสำคัญคือ ความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเชื่อมโยงกับอาเซียน และบุคลากรที่มีศักยภาพในการเรียนรู้

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การไล่ตามประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี หากแต่เป็นการสร้าง Leadership Capital หรือทุนด้านภาวะผู้นำ ที่สามารถผสานความน่าเชื่อถือของประเทศเข้ากับศักยภาพของ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ในท้ายที่สุด ประเทศที่ประสบความสำเร็จในยุค AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่คือประเทศที่มีผู้นำซึ่งสามารถกำกับดูแล AI สร้างความไว้วางใจ และเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

CIO Perspective

สำหรับผู้บริหารระดับ C-Level การลงทุนด้าน AI ในปี 2026 ไม่ควรถูกประเมินจากจำนวนโครงการหรือจำนวนโมเดลที่นำมาใช้งาน แต่ควรวัดจากความสามารถขององค์กรในการสร้าง AI-ready Leadership

ความท้าทายของ CIO ในวันนี้จึงไม่ใช่การเลือกแพลตฟอร์ม AI ที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการวางรากฐานด้าน Data Governance, AI Governance, Cybersecurity และการพัฒนาทักษะของผู้บริหารและบุคลากรให้สามารถใช้ AI เพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีความรับผิดชอบ

เมื่อ AI กำลังทำให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรเข้าถึงได้ ความได้เปรียบที่แท้จริงจะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมี AI ก่อน แต่คือใครมีผู้นำที่สามารถใช้ AI สร้างคุณค่า สร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI อาจเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ Leadership และ Trust คือปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางการแข่งขันของทั้งองค์กรและประเทศในทศวรรษข้างหน้า

Featued Image: freepik

BCT Expo