
“มูลนิธิกสิกรไทย จับมือคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และจังหวัดน่าน ร่วมพัฒนาพืชยาน่าน สู่ระบบวัตถุดิบยามาตรฐานสร้างรายได้ชุมชนควบคู่การฟื้นคืนป่าต้นน้ำ
วิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจี นหัวเฉียว สังกัดมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมื อในการพัฒนาพืชยาที่มีศั กยภาพของจังหวัดน่าน โดยมุ่งเชื่อมโยงทรัพยากรและศั กยภาพของพื้นที่เข้ากับองค์ ความรู้ด้านการแพทย์ ความต้องการใช้วัตถุดิบพืชยา และมาตรฐานการผลิตพื ชยาทางการแพทย์ เพื่อยกระดับการพัฒนาห่วงโซ่พื ชยาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่ างเป็นระบบ
โดยมี เย็นจิตร เตชะดำรงสิน รองผู้อำนวยการด้านบริหาร คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว นงเยาว์ สารเถื่อนแก้ว ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรน่ านปฏิบัติราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้ านนา น่าน และ ชัยพร นุภักดิ์ เกษตรจังหวัดน่าน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ศูนย์นวัตกรรมพฤกษเภสัช (Pharma-agro Innovation Center: PIC) จังหวัดน่าน
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการบู รณาการจากจุดแข็งของแต่ละภาคส่ วนเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ จากพืชยา โดยจังหวัดน่านจะทำหน้าที่ ประสานและบูรณาการการดำเนิ นงานในระดับพื้นที่ เชื่อมโยงหน่วยงาน ภาคีเครือข่าย ชุมชน และทรัพยากรของจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้การพัฒนาพื ชยาสามารถเกิดขึ้นและขยายผลได้ อย่างเป็นระบบ ด้านคลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉี ยว ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการแพทย์ แผนจีนมากกว่า 30 ปี จะนำองค์ความรู้ ความต้องการใช้พืชยา รวมถึงข้อกำหนดด้านคุ ณภาพและมาตรฐานทางการแพทย์
ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาวัตถุดิ บจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบยา และสร้างมูลค่ากลับสู่พื้นที่ต้ นทาง ในขณะที่มูลนิธิกสิกรไทย โดยสถาบันเค อะโกร-อินโนเวท (KAI) จะสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่พื ชยาแบบครบวงจร ตั้งแต่การศึกษาความต้ องการของผู้ใช้ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูก การแปรรูป การวิเคราะห์ และสกัดสารสำคัญ การพัฒนามาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาด พร้อมดำเนินงานร่วมกับมหาวิ ทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้ างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติ บโตของอุตสาหกรรมพืชยาในพื้นที่
วิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า สิ่งที่จังหวัดน่านอยากเห็ นจากความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปลูกพืชยาได้ จำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่เกษตรกรสามารถผลิ ตพืชยาที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีตลาดรองรับ และสร้างรายได้ที่ดีขึ้นได้จริง หากสามารถพัฒนาระบบนี้ได้สำเร็จ
อีกทั้งจังหวัดน่านยังมีศั กยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นพื้นที่ ต้นแบบของการสร้างห่วงโซ่คุณค่ าพืชยา ที่เชื่อมโยงการแพทย์ วิทยาศาสตร์ เภสัชศาสตร์ เกษตรกรรม ชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เข้าด้วยกัน โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นจะต้ องกลับไปสร้างประโยชน์ให้กับทั้ งคนในพื้นที่และผืนป่าน่านอย่ างเป็นรูปธรรม
ด้าน อรัญ เอี่ยมสุรีย์ ผู้อำนวยการคลินิกการแพทย์แผนจี นหัวเฉียว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความต้องการใช้พื ชยาของคลินิกฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในปี 2568 นำเข้ายาสมุนไพรจีน 347 รายการ รวมกว่า 238 ตัน ตัวเลขการนำเข้าพืชยาดังกล่าว ทำให้เห็นโอกาสสำคัญในการพั ฒนาพืชยาที่สามารถผลิตได้ ในประเทศไทย หากสามารถยกระดับคุ ณภาพและมาตรฐานให้ตอบโจทย์ การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ จริง ก็จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาวั ตถุดิบจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้ านวัตถุดิบยาให้กั บประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย
ขณะที่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการมูลนิธิกสิกรไทย กล่าวว่า แนวคิดของมูลนิธิฯ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนาเศรษฐกิจของชุ มชนควบคู่ไปกับการฟื้นคืนป่าต้ นน้ำน่าน เพราะสองเรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่ องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ ง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิ จจากพืชยาที่ช่วยเพิ่มมูลค่ าและสร้างรายได้ให้สูงขึ้นบนพื้ นที่เกษตรเดิม ลดแรงกดดันต่อการขยายพื้นที่ ทำกินไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูพื้นที่ป่า เพื่อให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่ วมกันได้อย่างยั่งยืน
ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้นั บเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาจั งหวัดน่านสู่ต้นแบบอุตสาหกรรมพื ชยาบนฐานของทรัพยากรและศั กยภาพของพื้นที่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน เชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์เข้ากับการสร้ างรายได้ของชุมชน พร้อมขับเคลื่อนการดูแลคนกับป่ าไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุ ลและยั่งยืนในระยะยาว





