
“KCLIMATE 1.5 จับมือ มิชลินและ เครือข่ายฯ ThaiCBN ผนึกพลังพันธมิตรในงาน MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026 ขับเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยืน
KCLIMATE 1.5 บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิ นธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจั ดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย (Thailand Climate Business Network: ThaiCBN) ร่วมขับเคลื่อนการยกระดั บภาคขนส่งไทยสู่ระบบขนส่งคาร์ บอนต่ำ ในงาน “MICHELIN FLEET PARTNER RECOGNITION 2026” ณ Talent Campus โรงงานมิชลิน แหลมฉบัง เพื่อยกย่องผู้ประกอบการขนส่งสิ นค้าและผู้โดยสารที่มุ่งยกระดั บประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับความปลอดภัยและความรั บผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งยังร่วมแบ่งปันองค์ ความรู้และความเชี่ยวชาญด้ านการบริหารจัดการคาร์บอนและ Green Freight พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับภาคส่ วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่ งและโลจิสติกส์ให้นำข้อมู ลและแนวทางด้านความยั่งยื นไปประยุกต์ใช้ในการลดการปล่ อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่ งขัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เถกิง ออศิริชัยเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท KCLIMATE1.5 จำกัด เปิดเผยว่า การต่อยอดความร่วมมือระหว่าง KCLIMATE 1.5 และมิชลิน มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการขนส่ งและโลจิสติกส์ให้สามารถคำนวณ วิเคราะห์ และบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรื อนกระจกได้อย่างเป็ นระบบตามมาตรฐานสากล พร้อมนำข้อมูลไปใช้วางแผนเพิ่ มประสิทธิภาพฟลีท ลดการใช้เชื้อเพลิง ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเสริมศักยภาพทางการแข่งขั นของธุรกิจ
พร้อมถ่ายทอดมุมมองโมเดล 3 มิติการลดคาร์บอน (Decarbonize 3D Model) เกี่ยวกับการนำข้อมูลคาร์ บอนมาใช้เป็นจุดเริ่มต้ นในการวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรื อนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างความสามารถในการแข่งขั นให้กับธุรกิจขนส่ง

ด้าน ณัฐชนน แมนประสาท ผู้อำนวยการฝ่าย กลุ่มธุรกิจยางเชิงพาณิชย์ ประเทศไทย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันแนวคิด Green Freight ภายใต้เครือข่ายฯ ThaiCBN ซึ่งมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่ างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่ านของภาคขนส่งไทยสู่ระบบขนส่ งคาร์บอนต่ำ
โดยให้ความสำคัญกับการยกระดั บประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่ กับความปลอดภัย (Operational Excellence & Safety) ผ่านแนวทางและโซลูชันที่ผู้ ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ได้จริง แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ การเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุก การลดเที่ยววิ่งเปล่า และการวางแผนเส้นทาง ตลอดจนการบริหารจั ดการยางและยานพาหนะอย่างมีประสิ ทธิภาพ
โดยมิชลินนำเสนอโซลูชันด้ านยางที่ช่วยสนับสนุนทั้งมิติด้ านประสิทธิภาพ ต้นทุน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม อาทิ ยางกลุ่ม Energy ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ พลังงานและลดการใช้เชื้อเพลิง แนวทาง Multi-life ที่ช่วยยืดอายุการใช้ งานของยางและเพิ่มความคุ้มค่ าในการบริหารต้นทุน รวมถึงบริการ Tire Check สำหรับตรวจสอบและติ ดตามสภาพยางอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมความปลอดภัย ลดความเสี่ยงระหว่างการขนส่ง และลดระยะเวลาการหยุดให้บริ การของยานพาหนะ (Downtime) พร้อมส่งเสริมการใช้ข้อมูลเพื่ อประกอบการตัดสินใจและยกระดั บประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจอย่ างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ภูมิรพี ตั้งจักรวรานนท์ ผู้แทนฝ่ายเลขานุการ เครือข่ายฯ ThaiCBN ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกั บการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่ านสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ ของประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนจากกรมการขนส่ งทางบก บริษัท ไทยรัฐ โลจิสติคส์ จำกัด และบริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด
เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการขั บเคลื่อนการขนส่งอย่างยั่งยื นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์ กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุ กภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ ประกอบการสามารถเริ่มต้นดำเนิ นการ ขยายผล และปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านสิ่ งแวดล้อมที่มีความเข้มข้นมากขึ้ นในอนาคต
สำหรับบทสรุปสำคัญจากการแลกเปลี่ ยนในครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “Power of Partnership” หรือพลังของเครือข่ายความร่วมมื อ ที่ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายด้ านความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งในด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมวางรากฐานให้ผู้ ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่ างยั่งยืนในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ThaiCBN จะเดินหน้าส่งเสริมการขับเคลื่ อน Green Freight ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่ วมมือ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการขยายผลแนวปฏิบัติที่ดี ในภาคขนส่ง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่ านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์ บอนต่ำและการเติบโตอย่างยั่งยื นในระยะยาวต่อไป





