Wednesday, September 30, 2026
NEWS

Just Transition Financing กรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม

“Just Transition Financing กรอบการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอาจสร้างทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ จึงต้องคำนึงถึง “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” หรือ Just Transition เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของงาน ESG Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition” เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2026 ณ สำนักงานใหญ่ SCG

เงินทุนที่เชื่อมโยงกับผลกระทบจริง

Boston Consulting Group (BCG), World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และ Council for Inclusive Capitalism ได้ร่วมกันพัฒนา “Just Transition Financing Framework” เพื่อเชื่อมโครงสร้างทางการเงินกับการสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการช่วยให้ SMEs และ MSMEs เข้าถึงโอกาส ปรับตัว และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

เฟรมเวิร์กประกอบด้วย 7 ส่วน ได้แก่

  • แหล่งเงินทุน เช่น ภาครัฐ สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา มูลนิธิ นักลงทุนเพื่อผลกระทบ และธนาคารพาณิชย์
  • ประเภทของทุน เช่น เงินให้เปล่า เงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทุนตั้งต้น และเงินทุนตามกลไกตลาด
  • ตัวกลางและพันธมิตร เช่น หน่วยงานรัฐ ธนาคาร และองค์กรพัฒนาเอกชน
  • กลไกสนับสนุน เช่น Blended Finance การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน คาร์บอนเครดิต และความช่วยเหลือด้านเทคนิค
  • ผู้รับเงินทุน เช่น รัฐบาลท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ครัวเรือน และ NGOs
  • ผู้ได้รับประโยชน์ปลายทาง ได้แก่ แรงงาน ผู้บริโภค ชุมชน และ SMEs
  • การใช้เงินทุน เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าถึงพลังงานสะอาด การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs

4 กลุ่มที่ต้องคำนึงถึง

  • แรงงาน ต้องพัฒนาทักษะใหม่เพื่อรับมือกับเทคโนโลยีและ AI รวมถึงความเสี่ยงการสูญเสียตำแหน่งงาน
  • ผู้บริโภค ต้องสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการสีเขียวในราคาที่เหมาะสม เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า
  • SMEs และ MSMEs ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 99% ของธุรกิจและสร้าง GDP ราว 35% ยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ความรู้ ทรัพยากร และการปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG
  • ชุมชน อาจได้รับผลกระทบต่ออาชีพ สิทธิ สุขภาวะ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิต เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติในโรงงานคัดแยกขยะ ซึ่งอาจกระทบแรงงานทักษะต่ำในพื้นที่

ดังนั้น ธุรกิจต้องบูรณาการการดำเนินงานเข้ากับชุมชน และเปิดโอกาสให้แรงงานหรือคนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการริเริ่มและบริหารโครงการ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ปลายทาง

บทเรียนจาก 3 กรณีศึกษา

  1. Saraburi Sandbox: ความยั่งยืนต้องมาคู่กับความมั่งคั่ง สระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นโมเดลเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อทดลองนวัตกรรมและนโยบายด้านความยั่งยืนในพื้นที่จริง การดำเนินงานครอบคลุมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างรายได้ การจัดการขยะต้นทาง การพัฒนาทักษะผ่านโครงการ Learn to Earn และการติดตั้ง Solar Floating ในอ่างเก็บน้ำเพื่อผลิตพลังงานทดแทน อีกตัวอย่างคือการใช้ปูนลดโลกร้อนซ่อมแซมบ้านให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย สะท้อนว่าเป้าหมาย Net Zero ต้องเชื่อมโยงกับปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน
  2. Indorama Ventures: เป้าหมายต้องเชื่อมกับความรับผิดชอบ Indorama Ventures หรือ IVL มีศูนย์รีไซเคิล PET 20 แห่ง และสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้เกือบ 700 ขวดต่อวินาทีทั่วโลก โดยใช้การบริหารห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจหมุนเวียนสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ในปี 2021 บริษัทออก Sustainability-Linked Bond มูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมหากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน เมื่อผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้า บริษัทจึงต้องซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียนมาชดเชย IVL ยังให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบในเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมีมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก และกว่าครึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยดึงซัพพลายเออร์ สถาบันการเงิน และแรงงานนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของการเปลี่ยนผ่าน
  3. Petronas: ช่วย SMEs ให้ปรับตัวได้จริง Petronas กำหนดยุทธศาสตร์ Just Transition ครอบคลุมแรงงาน
    ห่วงโซ่อุปทาน และชุมชน หลังพบว่าซัพพลายเออร์มากกว่า 60% เป็น SMEs และผู้ประกอบการจำนวนมากยังมองมาตรการด้านความยั่งยืนเป็นภาระต้นทุน บริษัทจึงจัดทำ Petronas Supplier Support Programme เพื่อสนับสนุนซัพพลายเออร์ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอบรมและพัฒนาความรู้ด้าน ESG , แพลตฟอร์มสำหรับวัดและรายงานการปล่อยคาร์บอน และการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากธนาคารพันธมิตร ปัจจุบันมีซัพพลายเออร์เข้าร่วมมากกว่า 1,022 ราย ผ่านกิจกรรมอบรมกว่า 55 ครั้ง และผู้เข้าร่วม 95% ระบุว่าได้รับความรู้และพัฒนาทักษะได้จริง

เริ่มจากความต้องการ ไม่ใช่แหล่งเงินทุน

ข้อสรุปจากเวิร์กช็อปชี้ว่า ความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน จึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับทุกกลุ่มได้ โดยเฉพาะคนตัวเล็กที่ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดเฉพาะหน้า เช่น รายได้ อาหาร และการศึกษาของบุตร

การออกแบบ Just Transition Financing จึงควรเริ่มจากผู้ได้รับประโยชน์และวัตถุประสงค์การใช้เงินทุน
แล้วจึงกำหนดกลไก ตัวกลาง ประเภทของทุน และแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน ภาครัฐ สถาบันการเงิน ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนต้องลดการทำงานแบบแยกส่วน และสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน รวมถึงใช้ Blended Finance เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนให้แก่ SMEs

Just Transition จึงไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการบริหารการเปลี่ยนผ่านให้แรงงาน ผู้บริโภค SMEs และชุมชนสามารถปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างเป็นธรรม