Friday, May 29, 2026
NEWS

Disrupt Health ลงทุน Osteoboost นวัตกรรมชะลอมวลกระดูก

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน “Osteoboost” จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

องทุน Disrupt Health Impact Fund ประกาศลงทุนใน Osteoboost สตาร์ทอัพ Women’s Health Tech สัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนาอุปกรณ์ wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองจาก FDA เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับชะลอภาวะกระดูกบาง เทคโนโลยี Precision Vibration Therapy ของ Osteoboost ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังและสะโพก

ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูงสุดของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผลวิจัยทางคลินิกพบผู้ใช้ลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูก 85% และรักษาความแข็งแรงของกระดูกได้ถึง 83% โดยไม่พบผลข้างเคียง ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund และ Osteoboost มีแผนนำนวัตกรรมดังกล่าวเข้าสู่ตลาดไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะถัดไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund กองทุน 500 TukTuks Fund และ ORZON Ventures เปิดเผยว่า ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสุขภาพระดับโลกที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ข้อมูลจากองค์การโรคกระดูกพรุนสากล (International Osteoporosis Foundation – IOF) ระบุว่า

ปัจจุบันผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลกมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุนสูงถึง 21.2% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลกประมาณ 500 ล้านคน เมื่อรวมทั้งหญิงและชาย ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้สูญเสียมวลกระดูกได้สูงถึง 20% ภายใน 5 – 7 ปี ช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน

กระทิง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่น่ากังวลคือ 75% ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเป็นผู้หญิง โดยอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรกหลังจากกระดูกสะโพกหักสูงถึง 20 – 24% และในกลุ่มผู้รอดชีวิต กว่า 40% ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ขณะที่อีก 60% ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ IOF คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จำนวนผู้หญิงที่กระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 240% เมื่อเทียบกับปี 2533 ตามแนวโน้มของสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรม HealthTech โดยเฉพาะกลุ่ม Women’s Health และ Healthspan ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ที่มุ่งเฟ้นหานวัตกรรม DeepTech ระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออกที่มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย

ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund

ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund กล่าวว่า ปัจจุบันทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะกระดูกบางยังจำกัดเพียงการรับประทานวิตามินดี แคลเซียม และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก

ขณะที่ยารักษาส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ป่วยกระดูกพรุนและกลุ่มเสี่ยงสูงเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ในช่วงรอยต่อของภาวะกระดูกบางขาดทางเลือกในการดูแลและป้องกัน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่กระดูกพรุนและความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหัก Osteoboost จึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ช่องว่างของการรักษานี้โดยตรง

“การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สะท้อนทิศทางของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในการเฟ้นหานวัตกรรมระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน และตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออก จุดแข็งของ Osteoboost คือการเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ตัวเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA รับรอง เครื่องมือดังกล่าวทำงานผ่านการบำบัดด้วยคลื่นสั่นสะเทือนแบบแม่นยำ(Precision Vibration Therapy) ที่บริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง

ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยของ NASA ที่ใช้คลื่นการสั่นสะเทือนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกของนักบินอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้แน่ใจว่ามีการส่งคลื่นการสั่นสะเทือนในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ Osteoboost ยังใช้งานง่าย เพียงสวมใส่อุปกรณ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที โดยไม่จำเป็นต้องหยุดทำกิจกรรมประจำวัน ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่ร้ายแรง” ณรัณภัสสร์ กล่าว

ลอร่า ยีซี (Laura Yecies) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost

ลอร่า ยีซี (Laura Yecies) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost ผู้ประกอบการมากประสบการณ์ (serial entrepreneur) ในวงการเทคโนโลยี กล่าวว่า “ประสิทธิภาพของ Osteoboost ได้รับการพิสูจน์ผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิกแบบ Randomized Double-Blinded Sham-Controlled Trial ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางคลินิก

โดยคณะนักวิจัยจาก University of Nebraska Medical Center ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 126 ราย พบว่ากลุ่มที่ใช้งาน Osteoboost อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 เดือน สามารถลดอัตราการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 83% ลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูก (Bone Mineral Density – BMD) บริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 85% และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกบริเวณสะโพกได้ถึง 55% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Osteoboost โดยไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรง

อีกทั้งผู้ใช้งานยังให้คะแนนความสะดวกในการใช้งานเฉลี่ย 3.9 จาก 5 คะแนน สะท้อนถึงความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ในชีวิตประจำวันปัจจุบัน Osteoboost ได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดสหรัฐฯ จำหน่ายตามใบสั่งแพทย์ ทันทีที่เปิดตัว มียอดขายกว่า 2,000 เครื่องในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทางบริษัทจึงระดมทุนเพื่อเร่งขยายการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด”

“ความร่วมมือกับกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ Osteoboost ในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และมีจำนวนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภารกิจของOsteoboost คือการสร้างทางเลือกใหม่สำหรับการดูแลสุขภาพกระดูกที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่ต้องพึ่งยาอย่างเดียว”

“ด้วยความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศสุขภาพไทยของกองทุน Disrupt Health Impact Fund จะช่วยให้นวัตกรรมของเราสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยและคนในภูมิภาคได้รวดเร็วและในวงกว้างยิ่งขึ้น” นางลอร่า กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund มีเป้าหมายการลงทุนระยะแรกราว 17 – 50 ล้านบาทต่อบริษัท พร้อมวางแผนลงทุนรวม 15 บริษัท ในวัตกรรม DeepTech ด้าน Healthcare ภายใน 3 – 5 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ภายใต้นโยบายลงทุน 5 ด้านหลัก ได้แก่

การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง (Self Care) เวชศาสตร์ป้องกันโรค (Preventive Care) การดูแลผู้สูงวัย (Silver Age) การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) และโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมระดับโลกที่ออกสู่ตลาดแล้วหรืออยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกเพื่อขอการรับรองจาก FDA