Sunday, January 25, 2026
AIArticlesColumnistSansiri Sirisantakupt

คำถามถึงงบประมาณด้าน AI ที่ต้องสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมกับองค์กร

Agentic AI

ชวนท่านผู้อ่าน ตั้งคำถามถึงประเด็นสำคัญของโครงการด้าน AI ที่ต้องเน้นการสร้างสมดุลระหว่างมูลค่าและความเป็นไปได้ของโครงการ AI และการพิจารณาอย่างรอบด้านว่า โครงการเหล่านั้นสอดคล้องกับลำดับความสำคัญของบริษัทหรือไม่

มื่อขึ้นใหม่ศักราขใหม่ ผู้เขียนได้ยินผู้บริหารด้านไอทีขององค์กรพูดติดปากว่า องค์กรควรจะจัดสรรงบประมาณอย่างไรในปีนี้ พ.ศ.2569 สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) คำถามนี้ไม่น่าแปลกใจ เพราะในเวลาที่ผ่านมาเหล่าผู้บริหารระดับสูง CIO (Chief Information Officer) ได้เตรียมพร้อมสำหรับวงจรของการวางแผนที่มีความเสี่ยงสูง (High-stakes planning) 

ซึ่ง AI_นั้นถือเป็นหัวข้อสำคัญในวาระการประชุมของคณะกรรมการแทบทุกแห่ง โดยเหล่า CIO และเหล่าผู้บริหารระดับสูง CTO (Chief Technology Officer) ได้รับคำขอจากเหล่าผู้บริหารด้านไอทีขององค์กรว่า AI_ขององค์กรอยู่ที่ไหน? องค์กรคาดหวังผลลัพธ์ในแบบใด? และ แผนในปีนี้ ค.ศ.2026 ขององค์กรเป็นอย่างไร? 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาโครงการ AI_จำนวนมาก ยังคงประสบปัญหาในการดำเนินการตั้งแต่โครงการนำร่องไปจนถึงการผลิต หรือหากดำเนินการจนสำเร็จ ก็พบว่ากรณีในการใช้งานไม่สามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวังไว้ (ROI: Return Of Investment) 

เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปกับโครงการ_AI นั้นเกิดความคุ้มค่า ผลจากการสำรวจผู้บริหารด้านไอทีทั่วโลกของบริษัท Gartner ที่ระบุไว้ว่าปีนี้ องค์กรคงต้องมุ่งเน้นไปสู่โครงการ_AI ที่ให้ผลลัพธ์บรรลุผลและช่วยลดต้นทุนได้ 

สิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารด้านไอทีต้องมุ่งเน้นในความพยายามและกำหนดในจุดที่สามารถแสดงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) แล้วจึงสร้างแรงผลักดันเหล่านั้น 

โดยบทความนี้ผมมีมุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

Gartner มองความเป็นไปได้ของโครงการ AI_ในองค์กร 

บริษัทการ์ทเนอร์ (Gartner) ได้รายงานไว้เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า ผู้บริหารด้านไอทีต้องการเห็นผลลัพธ์ก่อนที่จะทุ่มเงินจำนวนมาก โดยผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านปฏิบัติการจำนวนมากนั้น ไม่สามารถขอเงินจากงบประมาณได้มากพอที่จะจัดสรรให้กับโครงการด้านปัญญาประดิษฐ์

ซึ่ง การ์ทเนอร์ได้ทำการสำรวจผู้บริหารด้านไอทีทั่วโลกจำนวน 253 คน และผู้บริหารด้านไอทีประมาณครึ่งหนึ่งพบปัญหาเรื่องงบประมาณ รวมถึงผู้บริหารราว 54% กล่าวไว้ว่า ผู้บริหารด้านไอทีจะมุ่งเน้นไปที่โครงการ AI_ที่ให้ผลลัพธ์บรรลุผลและช่วยลดต้นทุนได้ ซึ่งโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในส่วนงานที่ AI_สามารถแสดงผลกระทบที่วัดผลได้อย่างรวดเร็ว

เมลานี ฟรีซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “คงได้เห็นแรงผลักดันของ AI_สูงสุด ในการจัดการด้านบริการไอทีและฟังก์ชันการทำงานดิจิทัลในสถานที่ทำงาน อันเป็นส่วนที่ระบบอัตโนมัติและ AI_เชิงสร้างสรรค์ (Generative_AI) นั้น สามารถเพิ่มในประสิทธิภาพของการทำงานและในการลดต้นทุนได้โดยตรง” 

ฟรีซ ยังได้อ้างอิงถึงบริษัทด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำแห่งหนึ่งที่ใช้ AI_เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานและลดเหตุที่ไม่คาดคิด ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการตนเองของแผนกไอทีในองค์กร

บทความโดย: น.อ.สรรสิริ สิริสันตคุปต์ นักวิชาการกองทัพอากาศ เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการรักษาความมั่นคงปลอยภัย ด้านอวกาศและไซเบอร์

เพื่อดำเนินการดังกล่าว บริษัทฯ ได้สร้างพอร์ทัล (Portal) พนักงานสามารถพิมพ์ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่และโมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative_AI) จะให้คำตอบแก่พนักงาน

โดยอ้างอิงมาจากข้อมูล ITSM (ITSM data คือข้อมูลที่รวบรวม, วิเคราะห์และนำมาใช้ เพื่อให้คำตอบแก่พนักงานในปัญหาที่เผชิญอยู่ผ่านการให้บริการที่มาจากแผนกไอทีในองค์กร) และฐานความรู้ภายในองค์กร)

ฟรีซ อธิบายเสริมว่า “สิ่งนี้ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและทำให้พนักงานฝ่ายบริการสามารถเอาเวลาไปทำงานอื่นๆ ซึ่งมีความเร่งด่วนมากกว่า” สิ่งสำคัญการผสานรวม_AI (AI_integration) กำลังกลายเป็นเรื่องยาก”

“และมีสาเหตุมาจาก การขาดการเรียนรู้, การบูรณาการ และการปรับให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานขององค์กรเป็นเรื่องซับซ้อนที่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างนั้นสามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ”

โดยวิธีดีที่สุดในการแก้ไขปัญหานี้คือ การเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการแบบคลาสสิกในการเข้าถึงไอที หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งคือ โครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินการ (I&O: Infrastructure and Operations) นั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกรณีการใช้งาน AI_ที่สามารถสร้างแรงผลักดันและให้ผลตอบแทนที่ง่าย 

ขณะที่ประสิทธิภาพสูงสุดของต้นทุนด้าน AI_จะให้ผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่เป้าหมายก็คือ การส่งมอบคุณค่าและนวัตกรรมในระยะยาว ด้วยการเรียนรู้และต่อยอดในความสามารถต่างๆ ด้าน AI_ที่สำคัญผู้บริหารด้านไอทีถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและปัญหาด้านการผสานรวม AI_(AI_Integration difficulties) 

สมดุลระหว่างการลงทุนและผลตอบแทนจากจากโครงการ AI

อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริหารไอทีที่เข้าร่วมการสำรวจประมาณ 48% รายงานว่า มีปัญหาในการผสานรวม_AI อ้างข้อมูลวิจัยของ Gartner ในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ได้ระบุว่า โครงการ_AI เชิงตัวแทน (Agentic AI) มากกว่า 40% จะถูกยกเลิกภายในสิ้นปี ค.ศ.2027

ฟรีซ กล่าวว่า_AI คงไม่อยู่ในขั้นตอนเชิงสำรวจได้ ผู้บริหารด้านไอทีนั้นต้องมุ่งเน้นทุมเทในความพยายาม และกำหนดจุดที่สามารถแสดงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) แล้วจึงสร้างแรงผลักดันเหล่านั้น” 

สิ่งสำคัญก็คือการสร้างสมดุลระหว่างมูลค่าและความเป็นไปได้ของโครงการ_AI ที่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่า โครงการเหล่านั้นสอดคล้องกับลำดับความสำคัญของบริษัทหรือไม่ 

การสำรวจครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาถึงรายจ่ายลงทุนระยะยาว แต่มุ่งเน้นเฉพาะโครงการที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจคาดหวังว่า จะยังคงระมัดระวังในการใช้เงินจากงบประมาณของบริษัทสำหรับโครงการ_AI 

ในภาพรวม AI_เป็นความท้าทายสำหรับผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการดำเนินการ (I&O Leaders) มาโดยตลอด เพราะผู้นำเหล่านั้นมีหน้าที่ที่ต้องรักษาระบบให้ทำงานต่อไป ในขณะเดียวกันก็ต้องค้นหาโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

ข้อคิดที่ฝากไว้

เหตุผลที่ AI_เชิงตัวแทน (Agentic_AI) ได้รับความสนใจในระดับคณะกรรมการบริหารก็คือ ความสามารถที่จะเชื่อมช่องว่างระหว่างความต้องการของมนุษย์และผลลัพธ์ที่ได้ในทางธุรกิจ โดยผ่านระบบอัตโนมัติ อันแสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่มากกว่าแอปพลิเคชั่น_AI อย่าง Chatbot 

จากการพูดคุยกับผู้นำองค์กรหลายคน (Enterprise leaders) ที่มองหาวิธีพลิกโฉมธุรกิจด้วย_AI เชิงตัวแทน เคล็ดลับของผู้ที่เปลี่ยนความปรารถนาเหล่านั้น ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงได้ล้วนมีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันนั่นคือ  

ผู้นำองค์กรเหล่านั้นได้ระบุกรณีในการใช้งานที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้น องค์กรที่เลือกโครงการที่เหมาะสม ลงทุนในบุคลากรและศักยภาพ รวมทั้งได้พิจารณาสถาปัตยกรรมที่จำเป็นอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุน_AI เชิงตัวแทนในวงกว้างนั้น จะสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน 

ส่วนองค์กรอื่นที่ไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว องค์กรเหล่านั้นจะเสียเวลาและเงินไปกับโครงการนำร่องที่ล้มเหลว รวมทั้งเครื่องมือเสริมที่ไม่ได้สร้างผลกระทบในทางธุรกิจ อย่างแท้จริง 

ที่สำคัญ CIO และองค์กรสามารถจะทำสิ่งดังกล่าวให้ถูกต้องได้เช่นกัน Agentic_AI มีคุณค่าอย่างไม่ต้องสงสัย ผู้นำองค์กรที่นำไปใช้คงไม่ได้ต้องการกันแค่คำตอบหรือข้อมูลเชิงลึกเท่านั้น แต่ต้องการผู้ช่วยที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม..ตั้งแต่ต้นจนจบ

อ่านบทความทั้งหมดของ ..สรรสิริ สิริสันตคุปต์

Featured Image: freepik