Friday, September 30, 2022
ArticlesTechnology

4 แนวโน้มหลักของระบบเครือข่ายในปี 2564 ที่ CIO ควรรู้

พาร์ธา นาริสมาน CTO ของ อรูบ้า มองเห็นปัจจัยสำคัญของระบบเครือข่าย 4 ประการที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้

ปี 2564 นี้เริ่มต้นขึ้นด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างจากช่วงต้นปี 2563 ส่งผลให้บทบาทของระบบเครือข่ายและระบบ IT ได้กลายเป็นพระเอกที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงท่ามกลางภัยโรคระบาดนี้ แต่สำหรับบางองค์กรอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานการณ์นับจากนี้ไป CIO ต้องมองไปสู่อนาคตเพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์สำหรับโลกยุคหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19

พาร์ธา นาริสมาน CTO อรูบ้า ที่มา: twitter airheadone

พาร์ธา นาริสมาน CTO ของ อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ มองเห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการของระบบเครือข่ายที่ CIO จะต้องเผชิญ ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน หรือในทางตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรคที่เข้ามาชะลอแผนการทางด้าน IT ขององค์กรได้ นั่นคือ

  • การเกิดขึ้นของการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Workforce) และพัฒนาการต่อไปในระหว่างและหลังการแพร่ระบาด
  • บทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายที่ต้องครอบคลุมทุกส่วนบนระบบเครือข่าย
  • ความเปลี่ยนแปลงตัวชี้วัดการทำงานของระบบเครือข่าย จากระยะเวลาที่เครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปสู่ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ด้วยการวิเคราะห์ระบบเครือข่ายแบบองค์รวมในฐานะของส่วนหนึ่งภายใต้เทคโนโลยีที่ใช้งานทั้งหมด
  • การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการดูแลการดำเนินงานของระบบเครือข่ายมากขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจาก LAN, WAN และ Cloud
1.การทำงานแบบไฮบริดที่จะคงอยู่ต่อไป

หลังจากพูดคุยกับ CIO จากทั่วโลกสิ่งที่ชัดเจนก็คือ รูปแบบการทำงานจากระยะไกลจะยังคงอยู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเรื่องการเข้าใช้พื้นที่ในสำนักงาน วัฒนธรรมองค์กร ตลอดจนการเชื่อมต่อและระบบเครือข่าย

หลายๆ องค์กรคิดว่า การสร้างระบบทำงานจากระยะไกล (Remote Setups) จะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว แต่การทำงานในลักษณะนี้กลับพัฒนามากขึ้น ไปสู่การทำงานแบบไฮบริดที่มีประสิทธิภาพและอัจฉริยะมากขึ้น โดยพนักงานสามารถจะทำงานจากที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหนๆ ก็ได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้

วิกฤตครั้งนี้นับว่ามีความท้าทายอย่างมาก กระตุ้นให้ CIO และผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ IT จะมีต่อธุรกิจ รวมถึงความรวดเร็วในการติดตั้งและใช้งานระบบใหม่ๆ ซึ่งต้องดำเนินการได้แม้ในสถานการณ์ที่กดดัน

ตอนนี้ CEO รวมถึงผู้บริหารระดับสูง กำลังคิดถึงบทเรียนที่ได้รับจากการระบาดครั้งใหญ่นี้เพื่อให้ระบบเครือข่าย, ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และโครงการทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น เร่งการเกิด Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม

2.ความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จาก Endpoint ไป Edge จนถึง Cloud

ด้วยการเติบโตเต็มที่ของระบบคลาวด์และการขยายตัวของ Edge Networking มีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาที่ Endpoint เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ IoT ทำให้วิธีการกำหนดและสร้างระบบความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ในการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนเสริมของระบบ IT อีกต่อไป

ปัจจุบัน แนวทางการสร้างระบบเครือข่ายและนโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก เพราะโซลูชันด้านระบบเครือข่ายได้วิวัฒนาการขึ้น เพื่อรองรับการแบ่งแยกส่วนของระบบเครือข่ายได้ในหลายระดับ ในขณะที่นโยบายนั้นก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นในลักษณะเพิ่มความสามารถในการตั้งค่าการควบคุมการทำงานเฉพาะในเวลาและตำแหน่งที่จำเป็นเท่านั้น

โซลูชันสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Zero Trust จะยังคงเป็นแกนหลักของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยระบบงานไอทีแบบเดิมที่ย้ายออกจาก Edge ไปสู่สภาพแวดล้อมระบบคลาวด์หรือ SaaS แทน รวมถึงมีการใช้งาน OT/IoT workloads เกิดขึ้นที่ Edge อย่างมากมาย

นอกจากนี้ด้วยการนำ 5G มาใช้ สถาปัตยกรรมเครือข่ายจะต้องต่อสู้กับปริมาณงานจากการประมวลผลแบบหลายช่องทางการเข้าถึงจาก Edge (Multi-Access Edge Compute: MEC) ทั้งแบบส่วนตัวและสาธารณะ ยิ่งต้องการวิธีคิดและการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งต้องพัฒนาให้ก้าวล้ำไปกว่าแนวคิดการรักษาความปลอดภัยแบบผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ไปสู่การออกแบบระบบเครือข่ายโดยยึดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง หรือ Zero Trust ที่ลงตัวที่สุดสำหรับวันนี้

3.ความพึงพอใจของผู้ใช้คือเป้าหมายสูงสุด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านไอทีที่สำคัญ (Key IT Metrics) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน การทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายทำงานได้อย่างต่อเนื่องไม่เพียงพออีกต่อไป ต้องมีตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการทำงานตามปกติประจำวัน (Metric Du Jour) คือ การสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ ซึ่งในมุมมองของ CIO_นั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน คือผลต่อผลกำไรของธุรกิจ

ขณะที่ทีมงานดูแลระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัย พวกเขาต้องให้ความสำคัญกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของผู้ใช้ปลายทาง และคาดหวังกับบริการและแอปพลิเคชันที่เลือกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ดังนั้นทีมงานผู้ดูแลระบบเครือข่าย ต้องปรับวิธีคิดและวิธีการทำงาน โดยแทนที่จะถามเพียงว่า อุปกรณ์ประเภทใดที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย พวกเขายังต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการเชื่อมต่อ ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมความเสี่ยงให้ได้อีกด้วย

ที่สำคัญ ต้องมีเป้าหมายในการควบคุมดูแลระบบเครือข่ายไปพร้อมกับการสร้างความคล่องตัวทางธุรกิจ ด้วยการใช้มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ที่สำคัญ CIO จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับสภาพแวดล้อมไอทีให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดีขึ้น

ในที่สุด CIO_ต้องการข้อมูลเชิงลึกมากกว่าค่าพื้นฐานต่างๆ จากระบบเครือข่าย นั่นหมายถึงความพร้อมใช้งานของระบบเครือข่ายและประสิทธิภาพของการใช้งานแอปพลิเคชันผ่านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้และผู้บริหารให้ความสำคัญ พวกเขาไม่ได้สนใจในความซับซ้อนของเครือข่ายว่าทำงานอย่างไร แต่พวกเขากังวลถึงประสบการณ์และความพึงพอใจจากการใช้งานแอปพลิเคชันประชุมทางไกลมากกว่า

4.นำระบบอัตโนมัติมาใช้จัดการการดำเนินงานของระบบเครือข่ายให้มากขึ้น

ความสามารถในการทำความเข้าใจกับความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้ได้นี้ ทำให้ระบบเครือข่ายอัตโนมัติเติบโตขึ้น แต่ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัตินั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เทียบเท่า สม่ำเสมอกันในทุกส่วนของระบบเครือข่ายทั้งหมด

เช่น ในศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ WAN หรือ LAN การนำระบบอัตโนมัติไปใช้จะง่ายและทำได้มากกว่าเพราะการเปลี่ยนแปลงในศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่เกิดตามโครงสร้างลำดับชั้นโดยธรรมชาติของมัน ดังนั้น จึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและจัดการผ่านสคริปต์ที่เขียนให้ทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ

แต่ในทางกลับกัน Edge (ทั้ง LAN และ WAN) เป็นสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากปัจจัยที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ IT โดยสิ้นเชิง นั่นคือรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์และอุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ประโยชน์จาก AI และ Machine Learning เพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีที่เกิดขึ้นและตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นในทันที การเติบโตของโซลูชันซึ่งมีองค์ประกอบของการเรียนรู้แบบอัตโนมัติที่ Edge จะดีขึ้นอย่างมากในปี 2564 นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าที่สำคัญในการรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับ API และเครื่องมืออัตโนมัติอื่นๆ ซึ่งจะมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกที่ผู้นำด้าน IT ต้องการ

ช่วย CIO ทำให้ปี 2564 ประสบความสำเร็จ
ประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ อรูบ้า

ในปี 2563 ธุรกิจและเศรษฐกิจได้รับการช่วยเหลือจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยในการเชื่อมต่อระบบคลาวด์ ไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีการจัดการและรองรับผ่านเครือข่าย

ขณะนี้ในปี 2564 ปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถช่วยให้ CIO_และผู้นำด้านไอทีมีเครื่องมือที่พร้อมสำหรับทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ในปัจจุบันและในอนาคต แม้ว่าการระบาดใหญ่นี้จะยังคงอยู่ หรือความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที

ตลอดจนวัฒนธรรมการทำงานและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็ตาม มันจะสามารถช่วยให้ผู้นำด้านไอทีตั้งแต่ระดับบนลงล่างไปจนถึงตำแหน่งไอทีที่มีผลต่อการวางกลยุทธ์ประสบความสำเร็จ

ประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือบริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวเสริมว่า “สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยแนวโน้มทั้ง 4 ที่กล่าวมา สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างมาก

โดยในประเทศไทย ภาวะการระบาด ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปและเพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในช่วงวิกฤตินี้

Leave a Response