
“เลขาธิการ คปภ. ฉายภาพทิศทางประกันภัยไทย รับมือความเสี่ยงใหม่เสริมความแข็งแกร่งสู่ระบบประกันภัยแห่งอนาคต ยกระดับกำกับประกันภัยแบบ Forward-looking เสริมภูมิคุ้มกันระบบ สู่ National Risk Buffer ของประเทศ
ชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่ งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการกำกับและส่งเสริมธุ รกิจประกันวินาศภัยไทย” ในโครงการอบรมหลักสูตร Insurance Management Development Program (IMDP) รุ่นที่ 30 ณ สมาคมประกันวินาศภัยไทย
โดยได้ถ่ายทอดทิศทางการกำกับดู แลธุรกิจประกันภัยท่ามกลางบริ บทความเสี่ยงที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเน้นย้ำการยกระดั บบทบาทของผู้กำกับดูแลจากการติ ดตามสถานะและข้อมูลของบริษัท ไปสู่การกำกับดูแลเชิงความเสี่ ยงแบบ Risk-Based และ Forward-looking ที่สามารถมองเห็นสัญญาณความเสี่ ยงล่วงหน้าและกำหนดมาตรการ ได้อย่างเหมาะสมก่อนที่ปั ญหาจะขยายตัว
เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ภาคธุรกิจประกันภัยกำลังเผชิญกั บความเสี่ยงที่มีความเชื่ อมโยงและอาจส่งผลกระทบเชิ งโครงสร้างมากขึ้น ทำให้การกำกับดูแลไม่สามารถพิ จารณาเฉพาะสถานะของบริษัท ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต้องสามารถประเมินความเสี่ ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้ นในอนาคตได้อย่างรอบด้าน
สำนักงาน คปภ. จึงยกระดับการกำกับดู แลโดยนำเครื่องมือต่าง ๆ มาใช้เชื่อมโยงกัน ทั้งการดำรงเงินกองทุนตามระดั บความเสี่ยง (Risk-Based Capital: RBC) ระบบสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System: EWS) การบริหารความเสี่ยงแบบองค์ รวมและการประเมินความเสี่ยงและ ความมั่นคงทางการเงินของบริษัท (ERM/ORSA) การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ตลอดจนการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision: GWS) เพื่อให้การกำกับดูแลสามารถสะท้ อนความเสี่ยงได้ทั้งในระดับบริ ษัท กลุ่มธุรกิจ และภาพรวมของระบบประกันภัย
หนึ่งในกลไกสำคัญ คือ การบริหารความเสี่ยงแบบองค์ รวมและกระบวนการประเมินความเสี่ ยงและความมั่นคงทางการเงิ นของบริษัท หรือ Enterprise Risk Management and Own Risk and Solvency Assessment (ERM/ORSA) ซึ่งต้องไม่ถูกมองเป็นเพี ยงรายงานเพื่อปฏิบัติตามหลั กเกณฑ์กำกับดูแล แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่บริษั ทนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจจริง โดยเชื่อมโยงตั้งแต่กรอบความเสี่ ยงที่ยอมรับได้ กลยุทธ์และแผนธุรกิจ ไปจนถึงฐานะทางการเงิ นและความเพียงพอของเงินกองทุน
รวมถึงนำความเสี่ยงเข้าไปเป็นส่ วนหนึ่งของการตัดสินใจในทุกระดั บขององค์กร ตั้งแต่คณะกรรมการ ผู้บริหาร ไปจนถึงหน่วยงานปฏิบัติ เพื่อสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยงที่ เข้มแข็งภายในบริษัท จากหลักการดังกล่าว สำนักงาน คปภ. จึงต่อยอดการใช้ ERM/ORSA ให้เป็นส่วนสำคัญของการกำกับดู แลเชิงความเสี่ยง โดยนำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกับ Risk Heatmap และข้อมูลเชิงกำกับดูแลอื่น
เพื่อให้สามารถระบุ จัดลำดับ และสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้ จริงของ บริษัทประกันภัยแต่ละแห่งได้อย่ างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาแนวทางการประเมิ นระดับความเสี่ยงรวม หรือ Composite Risk Rating (CRR) ซึ่งจะช่วยให้ สามารถกำหนดมาตรการและระดั บความเข้มข้นในการกำกับดูแลให้ เหมาะสมกับระดับและลั กษณะความเสี่ยงของแต่ละบริษั ทและใช้ทรัพยากรในการกำกับดู แลได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน เพื่อให้การกำกับดู แลสามารถมองไปข้างหน้าและประเมิ นความสามารถในการรับมือกั บความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สำนักงาน คปภ. ยังใช้การทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคั ญในการประเมินว่า หากบริษัทหรือระบบประกันภัยต้ องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุ นแรงกว่าภาวะปกติ จะยังสามารถรองรั บแรงกระแทกและปฏิบัติตาม ภาระผูกพันต่อผู้เอาประกันภั ยได้หรือไม่
โดยใช้ทั้งการทดสอบในมุมมองระดั บระบบ (Top-Down) และการประเมินในระดับบริษัท (Bottom-Up) ผ่าน ERM/ORSA พร้อมปรับปัจจัยทดสอบให้สอดคล้ องกับ Business Profile ของบริษัทมากขึ้น เพื่อประเมินทั้งด้านความมั่ นคงทางการเงิน (Solvency) และสภาพคล่อง (Liquidity) รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของ Management Actions ที่บริษัทจะนำมาใช้รองรั บสถานการณ์วิกฤต ซึ่งต้องมีความสมเหตุ สมผลและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริ ง
นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ยังเดินหน้าพัฒนาการกำกับดู แลแบบรวมกลุ่ม หรือ Group-Wide Supervision (GWS) ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคั ญของการยกระดับการกำกับดูแล เนื่องจากบริษัทประกันภัยในปั จจุบันหลายแห่งเป็นส่วนหนึ่ งของกลุ่มธุรกิจ ที่มีความเชื่อมโยงทั้งด้ านโครงสร้างการถือหุ้น การลงทุน ธุรกรรมระหว่างกัน ตลอดจนการกำหนดนโยบายและการบริ หาร ความเสี่ยง
การพิจารณาเฉพาะฐานะของบริษั ทประกันภัยรายบริษัทจึงอาจไม่ สามารถสะท้อนความเสี่ยงจากบริษั ทหรือกิจกรรมอื่นภายในกลุ่มที่ อาจส่งผ่านมายังบริษัทประกันภั ยได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถมองเห็นและกำกั บความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกั นในระดับกลุ่มธุรกิจได้อย่างเป็ นระบบ โดยแนวทางดังกล่าวครอบคลุ มการกำกับดูแล 3 เสาหลัก ได้แก่
การกำกับดูแลเชิงปริมาณ การกำกับดูแลเชิงคุณภาพ ตลอดจนการรายงานและเปิดเผยข้อมู ลเกี่ยวกับธุรกรรมระหว่างกัน เพื่อให้สามารถประเมินเสถี ยรภาพและความเสี่ยงของกลุ่มธุ รกิจได้อย่างรอบด้าน และลดโอกาสที่ความเสี่ยงจากส่ วนหนึ่งของกลุ่มจะส่งผ่านมายัง บริษัทประกันภัยหรือขยายตัวเป็ นความเสี่ยงเชิงระบบ
“การขับเคลื่อน ERM/ORSA Stress Test และ GWS สะท้อนทิศทางการกำกับดูแลที่ต้ องการเปลี่ยนจากการเห็นปัญหาแล้ วจึงแก้ไข ไปสู่การเห็นความเสี่ยงก่ อนและบริหารจัดการได้ก่อนเกิ ดความเสียหาย โดย ERM/ORSA ช่วยให้บริษัทเข้าใจและบริ หารความเสี่ยงของตนเอง Stress Test ช่วยประเมินความสามารถในการรั บแรงกระแทก
ขณะที่ GWS ช่วยขยายมุมมองจากบริษัทเดี่ ยวไปสู่ความเชื่อมโยงของทั้งกลุ่ มธุรกิจ เมื่อกลไกเหล่านี้ทำงานเชื่ อมโยงกัน จะทำให้ทั้งหน่วยงานกำกับดู แลและภาคธุรกิจสามารถมองความเสี่ ยงได้เร็วขึ้น ลึกขึ้น และรอบด้านขึ้น ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพั ฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5
ซึ่งมุ่งให้ระบบประกันภัยก้ าวไกลกว่าการเป็ นกลไกชดเชยความเสียหายหลังเกิ ดเหตุ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่ งของระบบบริหารจัดการความเสี่ ยงของประเทศ และทำหน้าที่เป็น “National Risk Buffer” หรือกันชนและตาข่ายรองรั บแรงกระแทกของเศรษฐกิจและสั งคมไทยในวันที่ประเทศเผชิญวิกฤต
การสร้างบริษัทประกันภัยที่มี ระบบบริหารความเสี่ยงที่เข้มแข็ ง สามารถรับมือภาวะวิกฤต และลดโอกาสการส่งผ่านความเสี่ ยงระหว่างกัน จึงไม่เพียงเป็นการเสริมเสถี ยรภาพ ของภาคธุรกิจประกันภัย แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของ การคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นต่อ ระบบประกันภัย และเพิ่มขี ดความสามารถของประเทศในการรับมื อกับความเสี่ยงในระยะยาว” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย






