
“SPU เร่งปั้น AI Talent จาก ‘ใช้ AI เป็น’ สู่ ‘แก้ปัญหาได้จริง’ เชื่อม AWS–ERT สร้างประสบการณ์จริง พร้อมต่อยอดสู่โลกการทำงาน
เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานมากขึ้น โจทย์ของการเรียนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า นักศึกษา “ใช้ AI เป็นหรือไม่” แต่คือเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว พวกเขาจะสามารถนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหา สร้างคุณค่า และพัฒนาผลงานที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานและองค์กรได้จริงเพียงใด
ข้อมูลจาก TDRI Economic Intelligence Service ซึ่งวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานจากเว็บไซต์ชั้นนำกว่า 20 แห่ง รวมกว่า 912,000 ตำแหน่งในปี 2568 พบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานหดตัว 9.2% ขณะที่งานสาย AI และ Data กลับเติบโต 29.6% สวนทางกับตลาดโดยรวม และ 79% ของประกาศงานระดับปริญญาตรีต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 1 ปี สะท้อนทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้นและความต้องการทักษะที่เปลี่ยนไป

ผศ.ดร.ปราลี มณีรัตน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) กล่าวว่า คำถามสำคัญของการจัดการศึกษาด้านไอทีวันนี้ไม่ใช่เพียงว่า นักศึกษาใช้เครื่องมืออะไรเป็น แต่คือเมื่อเรียนจบแล้ว สามารถใช้ความรู้สร้างคุณค่าอะไรให้กับองค์กรและสังคมได้ การพัฒนาทักษะ AI จึงต้องไปไกลกว่าการรู้วิธีใช้เครื่องมือ นักศึกษาต้องเข้าใจปัญหา เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสม และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จากสิ่งที่ตนเองพัฒนา
พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรม ระบบ และข้อมูลยังคงสำคัญ แต่ต้องทำงานควบคู่กับความสามารถในการใช้ AI ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ ตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และต้นทุน โดยหนึ่งในช่องว่างด้านทักษะที่คณะให้ความสำคัญ คือระยะห่างระหว่าง “ทำเครื่องมือเป็น” กับ “แก้ปัญหาได้จริง” เพราะการสร้างต้นแบบได้ยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถตอบได้ว่า ผลลัพธ์น่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ใช้จะนำไปใช้อย่างไร และองค์กรจะได้รับประโยชน์อย่างไร
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาสู่การลงมือทำผ่านโครงการ “Gen AI Challenge 2026: ปลดล็อคสกิล AI พร้อมยกระดับสู่โลกการทำงาน” โดยได้รับการสนับสนุนจาก AWS Academy & Tech Alliance และความร่วมมือจาก The Enterprise Resources Training (ERT) มีนักศึกษาชั้นปีที่ 2–4 จาก 3 สาขาวิชาเข้าร่วมกว่า 200 คน เรียนรู้ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ การออกแบบคำสั่งให้ AI การใช้ AI อย่างรับผิดชอบและปลอดภัย
ก่อนลงมือพัฒนาต้นแบบแอปพลิเคชันผ่าน AWS PartyRock จากการลงมือทำ เกิดต้นแบบแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมีผลงานที่ได้รับการคัดเลือกและสมัครใจนำเสนอจำนวน 10 Projects แต่ละโครงการเริ่มจากปัญหาหรือความต้องการที่นักศึกษาสนใจ ก่อนนำ AI มาสร้างต้นแบบเพื่อแสดงแนวคิดและแนวทางแก้ปัญหา
ผศ.ดร.ปราลี ระบุว่า ผลงานทั้ง 10 ชิ้นสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาความเป็นไปได้ และคัดเลือกบางผลงานที่มีศักยภาพไปพัฒนาต่อเป็นระบบจริง โครงงานนักศึกษา ผลงานนวัตกรรม หรือเตรียมเข้าร่วมเวทีประกวดด้าน AI และนวัตกรรมในอนาคต ตัวอย่างผลงาน ได้แก่ Machine Tag ระบบแท็กการทำงานเครื่องจักรในโรงงาน, Smart Roommate Meter Splitter Thailand ระบบช่วยแบ่งค่าใช้จ่ายและค่าน้ำค่าไฟสำหรับผู้พักอาศัยร่วมกัน และ IdeaCraft: Project Card เครื่องมือช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นแผนงานที่พร้อมพัฒนาต่อ
ด้าน อาจารย์ชัยสิทธิ์ ชูสงค์ จาก The Enterprise Resources Training (ERT) ในฐานะ AWS Authorized Instructor มองว่า ในยุคที่ AI ช่วยให้การเข้าถึงความรู้รวดเร็วขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การปล่อยให้ AI ทำงานแทนมนุษย์ แต่คือการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ เพิ่มทักษะ และเสริมศักยภาพในการทำงาน ถ้าเรารู้จักควบคุมและใช้ AI ให้ช่วยในการทำงาน ก็จะช่วยให้เราสร้างผลงานได้รวดเร็วและมีคุณภาพมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องกลัว AI แต่ต้องเตรียมตัวและเรียนรู้ที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์ เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ
ขณะที่ วรโชติ วังหา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เจ้าของผลงาน IdeaCraft กล่าวว่า แนวคิดของโปรเจกต์เกิดจาก Pain Point หรือปัญหาที่พบว่า หลายคนมักติดอยู่กับการคิดโจทย์หรือหัวข้อว่าจะทำโปรเจกต์อะไร จึงพัฒนา IdeaCraft ขึ้นมาเพื่อช่วยแนะนำแนวคิด ตั้งแต่โจทย์ขนาดเล็ก เช่น
การสร้างโจทย์คณิตศาสตร์สำหรับเด็ก ไปจนถึงการแนะนำหัวข้อตามรายละเอียดที่ผู้ใช้ต้องการ หรือช่วยมององค์ประกอบเบื้องต้นของโปรเจกต์ที่คิดไว้แล้วว่าควรทำอะไรต่อ สิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมนั้น คือ ได้ทดลองสร้างแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายผ่านAWS PartyRock พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงานและแนวคิดพื้นฐานของ Generative AI รวมถึงได้ทดลองนำเสนอผลงานของตัวเอง ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มความกล้าและความมั่นใจจากการลงมือทำจริง
ผศ.ดร.ปราลี กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานว่า การสร้างและพัฒนาผลงานช่วยให้นักศึกษามองเห็นเส้นทางอาชีพได้ชัดขึ้น ทั้งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักพัฒนาแอปพลิเคชัน AI วิศวกรระบบคลาวด์ และสายงานด้านข้อมูล พร้อมต่อยอดสู่การรับรองความรู้และทักษะตามมาตรฐาน AWS แต่คณะไม่ได้มองใบรับรองเป็นจุดหมายเพียงอย่างเดียว หากให้ความสำคัญกับทั้ง ความรู้ที่ตรวจสอบได้ผ่านมาตรฐาน และผลงานที่แสดงความสามารถในการลงมือทำ เพราะเมื่อสมัครงาน นักศึกษาควรอธิบายได้ว่า เคยแก้ปัญหาอะไร รับผิดชอบส่วนใด และเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ลงมือทำ
แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้จบลงพร้อมกิจกรรม แต่เชื่อมต่อไปยังรายวิชา โครงงาน การเตรียมความพร้อมด้านการรับรองทักษะ และการทำงานร่วมกับสถานประกอบการ โดยคณะวางเป้าหมายพัฒนาบัณฑิตสู่การเป็น “AI Transformation & Digital Solution Professional” หรือผู้ที่สามารถใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้องค์กรพัฒนาวิธีการทำงาน
โดยเข้าใจทั้งเทคโนโลยี ผู้ใช้งาน และเป้าหมายขององค์กร เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่เพียงการทำให้นักศึกษามี AI อยู่ในรายการทักษะ แต่คือการมีทั้ง ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และผลงานที่พิสูจน์ได้ เพื่อให้เมื่อก้าวเข้าสู่องค์กร สามารถมองเห็นปัญหา ตั้งคำถามได้ดี และใช้เทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรับผิดชอบ





