
“ประเทศไทย ไม่ได้ขาด คนดี คนเก่ง มีความสามารถ ไม่ได้ขาดงบประมาณ แต่ปัญหาหลัก คือ การขาดการบริหารจัดการความร่วมมือระหว่าง ภาคประชากิจ ภาคธุรกิจ และภาครัฐกิจ อย่างมีประสิทธิภาพ
การสร้างเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นมาเป็น คนดี คนเก่ง คนกล้า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก และ ไม่ได้เป็นเพียงความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายที่ผมเรียกว่า “ตรีกิจ” หรือ 3 ภาคกิจ
ที่ประกอบด้วย ภาคประชากิจ เช่น พ่อแม่ ชุมชน เป็นต้น ภาคธุรกิจ เช่น บริษัท ห้างร้าน และภาครัฐกิจ เช่น โรงเรียน หน่วยงานรัฐ เป็นต้น ด้วยว่าแต่ละภาคกิจมีจุดอ่อนและจุดแข็งแตกต่างกัน แต่สามารถเสริมการทำงานร่วมกันให้มีพลังสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น
สังคมใดที่มีการประสานพลังของทั้ง 3 ภาคกิจได้เป็นอย่างดี ก็จะเกิดสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างเยาวชนให้เติบโตขึ้นมาได้อย่างมีคุณภาพ ด้วยเหตุนี้การพัฒนาและปรับปรุงความร่วมมือ 3 ภาคกิจเพื่อสร้างเด็กเยาวชนไทยให้เห็นคนดี เก่ง กล้า จึงเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง
วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน
การสร้าง เด็กดี เก่ง กล้า ต้องอาศัยความร่วมมือของ 3 ภาคกิจที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นอยู่บนพื้นฐานกรอบคิดที่ว่า เด็กไม่ได้เติบโตจากโรงเรียนเพียงแห่งเดียว แต่เติบโตจากการทำงานร่วมกันของทั้งสังคมเป็นระบบนิเวศ (ecosystem) ที่รายล้อมเด็ก
ปัญหาการพัฒนาเด็กไทยในปัจจุบันจึงไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากตัวเด็กเองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กยังคงทำงานแบบต่างคนต่างทำมากกว่าทำงานประสานร่วมกัน
ประเทศไทยมีหน่วยงาน/องค์กรที่ดำเนินกิจกรรม/โครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กจำนวนมาก แต่ปัญหาคือ ได้ผลลัพธ์ไม่มากเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้ เช่น
1.1 พ่อแม่มีบทบาทน้อยลง สมัยก่อนครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรก แต่ปัจจุบันพ่อแม่ทำงานหนัก มีเวลากับลูกลดลง เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น
จากการสำรวจพบว่า ประมาณ 50% ของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ต้องทำงานเต็มเวลาและทำอาชีพเสริม ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ เวลาที่ใช้ทำกิจกรรมร่วมกับลูกลดลงอย่างวิกฤต เพราะเวลาเกือบทั้งหมดหมดไปกับการหารายได้ เป็นต้น (พ่อ-แม่เลี้ยงเดี่ยวมีผลต่อลูกอย่างไร, วรวุฒิ เชยประเสริฐ Thai PBS Kids)
1.2 โรงเรียนรับภาระมากขึ้น สังคมคาดหวังให้โรงเรียนทำทุกอย่าง แต่ครูมีภาระงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนจำนวนมาก ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมการสอน เพิ่มความเครียดให้กับครู
โดยมีงานศึกษาที่ระบุว่า ครูไทยมากกว่าร้อยละ 60 มีภาวะเครียดสะสมและหมดไฟ (Burnout) จากภาระงานที่ล้นมือ (เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว… ยกเว้นเป็น “ครู” วิกฤต รร.เล็ก ครูแบกงานฉ่ำ ทำหมดไฟ ชีวิตพัง!. The Active.)
1.3 ชุมชนอ่อนแอลง นิยมความเป็นปัจเจก ชุมชนเมืองมีสภาพต่างคนต่างอยู่ เด็กไม่รู้จักเพื่อนบ้าน ผู้ใหญ่ไม่กล้าตักเตือนเด็ก พื้นที่เรียนรู้ในชุมชนลดลง เด็กจึงขาดครูที่คอยสอนเรื่องชีวิต
1.4 ภาคธุรกิจเน้นสร้างผลลัพธ์ระยะสั้น ทำกิจกรรมที่คำนึงสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) เป็นหลัก หลายบริษัทสนับสนุนเงินทุน การบริจาคการทำกิจกรรม/โครงการ แต่ส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะสั้น ไม่มีความเชื่อมกับการพัฒนาสมรรถนะให้กับเด็กอย่างแท้จริง

1.5 ภาครัฐบริหารทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ แต่ละหน่วยงานขาดการบูรณาการทำงานร่วมกัน ไม่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาเด็ก งบประมาณด้านการศึกษาของไทยสูงถึงร้อยละ 4.7 ของ GDP
ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์เฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) (ชำแหละงบประมาณด้านการศึกษาและความเสมอภาคทางการศึกษา. สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, เสฎฐวุฒิ โลหะโชติ, 2568)
แต่กลับจัดสรรไร้ประสิทธิภาพ งบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรใช้เป็นส่วนของบุคลากรและค่าบริหารจัดการ ทำให้เหลืองบประมาณในการนำมาพัฒนาเด็กโดยตรงน้อย
1.6 ขาดระบบฐานข้อมูลร่วม ข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่เชื่อมโยงกันและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้การช่วยเหลือเด็กไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
1.7 ร่วมมือแบบ “โครงการ” ไม่ได้ทำเป็นระบบ เช่น ปีนี้มีการลงนามในข้อตกลง MOU แต่ปีถัดไปมีการเปลี่ยนผู้บริหาร ทุกอย่างเริ่มใหม่ จึงทำให้ความไม่ต่อเนื่อง
1.8 บริบทเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้ามามีอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ต่อกลุ่มเด็กและเยาวชนมีเพิ่มขึ้นขณะที่ยังไม่มีระบบดูแลอย่างจริงจังของ 3 ภาคกิจ
โดยสรุป การสร้างเด็กดี เก่ง กล้า ในประเทศไทย ไม่ได้ขาด คนดี คนเก่ง มีความสามารถ ไม่ได้ขาดงบประมาณ แต่ปัญหาหลัก คือ การขาดการบริหารจัดการความร่วมมือระหว่าง 3 ภาคกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อเสนอแนะการสร้างเด็กดี เก่ง กล้า ผ่านความร่วมมือ 3 ภาคกิจ
การสร้างเด็กดี เก่ง กล้า ผ่านความร่วมมือ 3 ภาคกิจควรให้โรงเรียนทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานทำงานร่วมกัน เช่น
2.1 โรงเรียนเป็นแพลตฟอร์มสร้างเด็ก โดยโรงเรียนควรเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้จัดการศึกษา (Education Provider) เป็นผู้ประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาเด็ก (Youth Development Platform) โรงเรียนเป็นผู้เชิญผู้ปกครอง ศิษย์เก่า ผู้ประกอบการ องค์กรต่างๆ มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ เข้ามาเป็น “ครูร่วม” โดยไม่ปล่อยให้ครูทำงานเพียงลำพัง
ตัวอย่างเช่น หลายโรงเรียนเชิญผู้ปกครองมาวันประชุมเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วผู้ปกครองแต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญมหาศาล เช่น เป็นหมอ วิศวกร นักธุรกิจ เกษตรกร ศิลปิน เป็นต้น โรงเรียนควรมีผู้ปกครองมาช่วยสอนให้ความรู้วิชาการ วิชาชีพ วิชาชีวิตกับเด็กเพิ่มเติม
2.2 โรงเรียนริเริ่มเครือข่ายพันธมิตรสร้างเด็ก (Youth Partnership Network) เชิญหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ เข้าร่วม เช่น บริษัทเอกชน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เทศบาลองค์การบริหารส่วนตำบล วัด องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ผนึกกำลังช่วยกันพัฒนาเด็กในพื้นที่ เป็นต้น
- เป็นพันธกิจร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมในการสร้างเด็ก เห็นเป้าหมายเดียวกัน เช่น มีตัวชี้วัดร่วม มีงบประมาณร่วม มีระบบติดตามร่วม มีการวางแผนร่วม ส่งผู้เชี่ยวชาญเป็นวิทยากรสนับสนุนทุนและสถานที่ เป็นต้น
- มีเส้นทางต่อเนื่องชัดเจน ไม่ใช่เพียงทำโครงการ/กิจกรรมร่วมกันเป็นครั้งคราว แต่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ เช่น สนับสนุนให้เด็กเข้าชมรม ส่งเสริมให้เด็กทำโครงการเพื่อสังคมพัฒนาเป็นผู้นำเยาวชน เป็นพี่เลี้ยงดูแลรุ่นน้อง จนถึงเติบโตเป็นผู้นำของสังคมในที่สุด เป็นต้น
2.3 โรงเรียนมี “ระบบพี่เลี้ยง” รุ่นพี่ดูแลรุ่นน้อง ศิษย์เก่าดูแลรุ่นปัจจุบันผู้ประกอบการดูแลเด็กมัธยมศึกษา มหาวิทยาลัยดูแลเด็กมัธยมปลาย ทำให้เกิดเป็นชุมชนการเรียนรู้ร่วมกันซึ่งจะช่วยลดความจำกัดของทรัพยากรของโรงเรียน รวมทั้งความจำกัดของจำนวนครู ซึ่งจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครู และช่วยให้ครูมีเวลาในการเตรียมสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
2.4 โรงเรียนสร้างประสบการณ์เรียนรู้จากโลกจริงให้กับเด็ก ที่ผ่านมาโรงเรียนอาจจะเชิญวิทยากรเข้าโรงเรียนปีละหลายครั้ง แต่เด็กยังอยู่ในห้องเรียน แต่ผมคิดว่าเด็กควรออกไปนอกห้องเรียนมากขึ้นเพื่อเรียนรู้จากชีวิตจริง เช่น ไปทัศนศึกษาที่บริษัท
โรงงาน Startup ชุมชน ฟาร์ม ศูนย์วิจัย สถาบันพัฒนาเยาวชน ฯลฯ เพื่อให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานจริง โลกจริง โรงเรียนควรช่วยสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และสร้างให้เกิดเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของโรงเรียน
2.5 โรงเรียนควรร่วมสร้าง “พื้นที่ที่สาม” (The Third Space) สำหรับการพัฒนาเยาวชน เนื่องจาก ปัจจุบัน เด็กใช้ชีวิตอยู่ใน 2 พื้นที่หลัก คือ บ้าน และ โรงเรียน แต่ทั้งสองพื้นที่ต่างมีข้อจำกัด เด็กจึงต้องการ “พื้นที่ที่สาม” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พบเพื่อนต่างโรงเรียน มีพี่เลี้ยงจากหลายวิชาชีพ และได้ทดลองบทบาทความเป็นผู้นำ ตั้งแต่ยังเรียนอยู่
พื้นที่ลักษณะนี้อาจอยู่ในรูปของค่ายพัฒนาเยาวชน ชมรมเยาวชน โครงการจิตอาสา เวทีผู้นำเยาวชน การประกวด โครงการแลกเปลี่ยน เวทีนวัตกรรมและผู้ประกอบการ โอกาสในการฝึกงาน เป็นต้น
ซึ่งพื้นที่ตรงนี้จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “ห้องเรียน” กับ “ชีวิตจริง” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสามารถนำเอาความรู้ ความเก่ง ไปพัฒนาเป็น ความดี ความกล้า ทักษะ และ ลักษณะชีวิตมากกว่า
2.6 โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเด็กของชุมชน เด็ก เยาวชน และประชาชนควรมีโอกาสที่จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ซึ่งโรงเรียนสามารถทำบทบาทในการเป็นศูนย์การในการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชุมชนได้ เช่น การเปิดให้เด็กได้เพิ่มเติมการเรียนรู้ในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน ผ่านชมรม ค่าย กีฬา ดนตรี
จัดระบบใช้สามารถพื้นที่โรงเรียนในการเรียนรู้ได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน/สัปดาห์, ตลอด 365 วัน หรือ ส่งเสริมให้เด็กใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ได้เรียนรู้พัฒนา ความดี ความเก่ง ความกล้า ตามความถนัดและความสนใจของตนเอง เป็นต้น
เราไม่ควรถามว่า ใครจะสร้างเด็กดี เก่ง กล้า? เพราะคำตอบคือ ไม่มีใครทำได้เพียงลำพัง แต่เราควรถามว่า เราจะร่วมกันสร้างเด็กคนหนึ่งได้อย่างไร? หากเรามีโรงเรียนที่สอนดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีชุมชนที่เอื้ออาทร มีภาคธุรกิจที่เปิดโอกาส และมีภาครัฐที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยก็จะมีโอกาสเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
ผมและสถาบันการสร้างชาติพยายามทำหน้าที่เป็น พื้นที่กลาง ที่เชื่อมทั้ง 3 ภาคกิจเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของสถาบัน เช่น ค่ายผู้นำเยาวชน ชมรมเยาวชนสร้างชาติ เวทีพัฒนาสุขภาวะอย่าง Miss Wellness และโครงการพัฒนาเยาวชนอื่นๆ เป็นต้น ผมตั้งใจให้กิจกรรมเหล่านี้เป็นเวทีที่เปิดให้ทุกภาคส่วน รัฐกิจ ธุรกิจ ประชากิจ เข้ามาร่วมกันลงทุนเพื่ออนาคตของเด็กไทย
หากหน่วยงาน โรงเรียน ชุมชน หรือผู้ปกครองเห็นคุณค่าของแนวทางนี้ ผมและสถาบันการสร้างชาติยินดีร่วมออกแบบกิจกรรมและเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การสร้างเด็กไทยให้ดี เก่ง กล้า ไม่ได้เริ่มต้นจากนโยบายหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เริ่มต้นจากการที่ผู้ใหญ่ทุกคนตัดสินใจร่วมกันรับผิดชอบต่อการเติบโตของเด็กทุกคน วันนี้เราอาจสร้างเด็กได้เพียงหนึ่งคน แต่เมื่อทั้ง 3 ภาคกิจร่วมมือกัน เด็กคนนั้นจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับสังคมและประเทศชาติได้ต่อไป
อ่านบทความทั้งหมดของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
Featured Image: magnific






