
“ผลสำรวจราว 53% มองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)
ผลการศึกษาล่าสุดจาก Milieu Insight ซึ่งสำรวจพนักงานจำนวน 3,000 คนใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทย (ประเทศละ 500 คน) พบว่า พนักงานในภูมิภาคนี้กังวลเรื่อง การพึ่งพา AI มากเกินไป มากกว่า ความกังวลเรื่องการสูญเสียงาน
ผลสำรวจระบุว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่งซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)
แม้ว่าความกังวลเรื่องการถูก AI แย่งงานยังคงมีอยู่ แต่พนักงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดเชิงวิพากษ์ และความเป็นอิสระในการทำงานอย่างไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก AI จะมาแทนที่เรา ไปสู่ AI จะทำให้เราคิดเองน้อยลงหรือไม่
กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรหลากหลายประเภท โดยส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 200 คน (24%) รองลงมาคือ SME ท้องถิ่น (20%) และบริษัทข้ามชาติ (19%) ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น วิศวกรรมและการผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความกลัวที่แท้จริง กลัวเสียทักษะการตัดสินใจ มากกว่ากลัวตกงาน
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ปรากฏในทุกประเทศ โดยมีสัดส่วนคือ อินโดนีเซีย 61%, ไทย 55%, ฟิลิปปินส์ 53%, เวียดนาม 50%, มาเลเซีย 49% และ สิงคโปร์ 49%
ขณะที่ความกังวลเรื่องการสูญเสียงานซึ่งมักถูกพูดถึงในสื่อ กลับอยู่ในระดับต่ำกว่านั่นคือ ฟิลิปปินส์ 42%, สิงคโปร์ 39%, อินโดนีเซีย 34%, ไทย 33%, มาเลเซีย 33% และ เวียดนาม 24%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า พนักงานให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการทำงานด้วยตนเอง มากกว่าความกลัวว่าจะถูกแทนที่โดย AI
พนักงานคาด AI จะช่วยงาน แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยน
เมื่อถามถึงผลกระทบของ AI ต่อการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า AI จะช่วยงาน แต่ไม่แทนที่งานหลัก
พนักงานมองว่า AI จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่การคิด โดย 51% เชื่อว่า AI จะช่วยประหยัดเวลาจากงานที่ทำซ้ำ ทำให้สามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น
ขณะที่ 26% เชื่อว่างานส่วนใหญ่จะถูกทำอัตโนมัติและต้องปรับตัว, 10% เชื่อว่าอาจถูกแทนที่ทั้งหมด และ 10% มองว่า AI จะสร้างโอกาสใหม่
ในภาพรวม มุมมองต่อ AI ยังคงเป็นบวก โดย 41% มีมุมมองเชิงบวกค่อนข้างมาก และ 13% มองเชิงบวกอย่างมาก โดย เวียดนาม (66%) และไทย (58%) เป็นประเทศที่มีความมองโลกในแง่ดีสูงสุด ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วน มุมมองเชิงลบสูงสุดที่ 15%
แนวโน้มเชิงบวกในตลาดเกิดใหม่ของอาเซียนสะท้อนความคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่ม productivity และ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
ความต้องการใช้ AI สูง แต่ความพร้อมขององค์กรยังตามไม่ทัน
อุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในองค์กร ได้แก่ ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว, ขาดทักษะด้านเทคนิค, ต้นทุน, การต่อต้านจากพนักงาน
นอกจากนี้ ยังเห็นช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ชัดเจนในแต่ละประเทศ นั่นคือ ไทย 26%, อินโดนีเซีย 23%, มาเลเซีย 17%, สิงคโปร์ 14%
ซึ่งในด้านความพร้อมขององค์กรนั้น ผลสำรวจพบว่าในแต่ละประเทศมีความพร้อมในระดับต่ำ นั่นคือ เวียดนาม 25%, ฟิลิปปินส์ 14%, อินโดนีเซีย 13% และ มาเลเซีย 12%
ที่ระบุว่าองค์กร “พร้อมมาก” สำหรับ AI ขณะที่การสนับสนุนจากนายจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 25% ในสิงคโปร์ และสูงสุดที่ 38% ในเวียดนาม
Milieu Insight ชี้ องค์กรต้องโฟกัส การใช้ AI อย่างมีวินัย
ซันดิป ชาฮาล, Group CEO ของ Milieu_Insight กล่าวว่า “แรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้กังวล แค่เรื่องการถูก AI แทนที่ แต่กังวลว่าพวกเขาอาจพึ่งพา AI มากเกินไปจนสูญเสียทักษะการตัดสินใจ และ ความสามารถในการคิดอย่างอิสระ แม้ภาพรวมจะยังคงเป็นบวกแต่สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญ กับการฝึกอบรม แนวทางการใช้งาน และระบบกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม”
Featured Image: freepik





