Monday, April 27, 2026
AINEWS

ผลสำรวจพบ พนักงานในอาเซียนกังวล การพึ่งพา AI มากเกินไป มากกว่า ถูก AI แย่งงาน

Milieu Insight

ผลสำรวจราว 53% มองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)

ลการศึกษาล่าสุดจาก Milieu Insight ซึ่งสำรวจพนักงานจำนวน 3,000 คนใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และประเทศไทย (ประเทศละ 500 คน) พบว่า พนักงานในภูมิภาคนี้กังวลเรื่อง การพึ่งพา AI มากเกินไป มากกว่า ความกังวลเรื่องการสูญเสียงาน

ผลสำรวจระบุว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่งซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)

แม้ว่าความกังวลเรื่องการถูก AI แย่งงานยังคงมีอยู่ แต่พนักงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดเชิงวิพากษ์ และความเป็นอิสระในการทำงานอย่างไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก AI จะมาแทนที่เรา ไปสู่ AI จะทำให้เราคิดเองน้อยลงหรือไม่

กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรหลากหลายประเภท โดยส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 200 คน (24%) รองลงมาคือ SME ท้องถิ่น (20%) และบริษัทข้ามชาติ (19%) ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น วิศวกรรมและการผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยีสารสนเทศ

ความกลัวที่แท้จริง กลัวเสียทักษะการตัดสินใจ มากกว่ากลัวตกงาน

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ปรากฏในทุกประเทศ โดยมีสัดส่วนคือ อินโดนีเซีย 61%, ไทย 55%, ฟิลิปปินส์ 53%, เวียดนาม 50%, มาเลเซีย 49% และ สิงคโปร์ 49%

ขณะที่ความกังวลเรื่องการสูญเสียงานซึ่งมักถูกพูดถึงในสื่อ กลับอยู่ในระดับต่ำกว่านั่นคือ ฟิลิปปินส์ 42%, สิงคโปร์ 39%, อินโดนีเซีย 34%, ไทย 33%, มาเลเซีย 33% และ เวียดนาม 24%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า พนักงานให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการทำงานด้วยตนเอง มากกว่าความกลัวว่าจะถูกแทนที่โดย AI

พนักงานคาด AI จะช่วยงาน แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยน

เมื่อถามถึงผลกระทบของ AI ต่อการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า AI จะช่วยงาน แต่ไม่แทนที่งานหลัก

พนักงานมองว่า AI จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่การคิด โดย 51% เชื่อว่า AI จะช่วยประหยัดเวลาจากงานที่ทำซ้ำ ทำให้สามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น 

ขณะที่ 26% เชื่อว่างานส่วนใหญ่จะถูกทำอัตโนมัติและต้องปรับตัว, 10% เชื่อว่าอาจถูกแทนที่ทั้งหมด และ 10% มองว่า AI จะสร้างโอกาสใหม่

ในภาพรวม มุมมองต่อ AI ยังคงเป็นบวก โดย 41% มีมุมมองเชิงบวกค่อนข้างมาก และ 13% มองเชิงบวกอย่างมาก โดย เวียดนาม (66%) และไทย (58%) เป็นประเทศที่มีความมองโลกในแง่ดีสูงสุด ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วน มุมมองเชิงลบสูงสุดที่ 15%

แนวโน้มเชิงบวกในตลาดเกิดใหม่ของอาเซียนสะท้อนความคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่ม productivity และ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

ความต้องการใช้ AI สูง แต่ความพร้อมขององค์กรยังตามไม่ทัน

อุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในองค์กร ได้แก่ ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว, ขาดทักษะด้านเทคนิค, ต้นทุน, การต่อต้านจากพนักงาน

นอกจากนี้ ยังเห็นช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ชัดเจนในแต่ละประเทศ นั่นคือ ไทย 26%, อินโดนีเซีย 23%, มาเลเซีย 17%, สิงคโปร์ 14%

ซึ่งในด้านความพร้อมขององค์กรนั้น ผลสำรวจพบว่าในแต่ละประเทศมีความพร้อมในระดับต่ำ นั่นคือ เวียดนาม 25%, ฟิลิปปินส์ 14%, อินโดนีเซีย 13% และ มาเลเซีย 12%

ที่ระบุว่าองค์กร “พร้อมมาก” สำหรับ AI ขณะที่การสนับสนุนจากนายจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 25% ในสิงคโปร์ และสูงสุดที่ 38% ในเวียดนาม

Milieu Insight ชี้ องค์กรต้องโฟกัส การใช้ AI อย่างมีวินัย

ซันดิป ชาฮาล, Group CEO ของ Milieu_Insight กล่าวว่า “แรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้กังวล แค่เรื่องการถูก AI แทนที่ แต่กังวลว่าพวกเขาอาจพึ่งพา AI มากเกินไปจนสูญเสียทักษะการตัดสินใจ และ ความสามารถในการคิดอย่างอิสระ แม้ภาพรวมจะยังคงเป็นบวกแต่สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญ กับการฝึกอบรม แนวทางการใช้งาน และระบบกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม”

Featured Image: freepik