Thursday, February 26, 2026
AIData CenterInfrastructureNEWSServers

NARIT อวดซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ADA เตรียมพร้อมหนุนงานวิจัยดาราศาสตร์รับใช้ประเทศ

NARIT

NARIT ฉลอง 10 ปี CHALAWAN HPC เตรียมขยายขีดความสามารถพัฒนาเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (ADA LAB) สนับสนุนงานวิจัย โดยที่ใช้เทคโนโลยี Dell เสริมทัพประมวลผล

มื่อ 20 กุมะาพันธ์ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT พาคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ADA ที่ได้รับการยกระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ชาละวัน สู่โครงสร้างพื้นฐานสมรรถนะสูง

สามารถรับส่งข้อมูลเร็วถึง 400 Gbps และใช้ AI กรองสัญญาณรบกวนอวกาศและพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 แม่นยำสูง ใช้เทคโนโลยี Dell เสริมทัพประมวลผล Deep Learning ระดับเพตะไบต์ โดยไม่ต้องง้อระบบหล่อเย็นเหลว ลดต้นทุนพลังงานมหาศาล

กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับ งานเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ศูนย์ข้อมูลดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อมประกาศก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถจากระบบคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์รุ่นแรกของไทยอย่าง ชาละวัน (Chalawan HPC) 

สู่การเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ ห้องปฏิบัติการ ADA (Astronomical Digital Technology and AI Applications) เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากห้วงอวกาศสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสังคม

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า “NARIT ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลและเก็บข้อมูลสำหรับงานวิจัยดาราศาสตร์ มาตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้ชื่อ Chalawan HPC ซึ่งตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้นักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษาสามารถต่อยอด องค์ความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งสร้างงานวิจัยองค์ความรู้ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง” 

“จึงวางแผนยกระดับขีดความสามารถของระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง และวิทยาศาสตร์ข้อมูล โดยใช้ชื่อโครงการว่า ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ดาราศาสตร์ (Astronomical Digital Technology and AI Applications) หรือ ห้องปฏิบัติการ ADA”

“การยกระดับดังกล่าว ได้ทำการพัฒนาขีดความสามารถระบบประมวลผล NARIT Chalawan HPC ควบคู่กับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)” 

“โดยระบบนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้นักวิจัยไทยมีชื่อเสียงในระดับสากล สำหรับการก้าวสู่ยุค ADA คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับคลื่นข้อมูลมหาศาล (Data Deluge) ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะเป็นการพลิกบทบาทไทยสู่ ผู้สร้างนวัตกรรมดิจิทัล” ดร.วิภู กล่าว

ประโยชน์มหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากงานวิจัยดาราศาสตร์

ผู้อำนวยการ NARIT กล่าวต่อว่า “เป้าหมายสำคัญของ ADA คือ การประมวลข้อมูลมหาศาลจากห้วงอวกาศให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ เช่น การนำคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงมาช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ ได้เร็วขึ้นถึง 100 เท่า” 

“ทำให้สามารถตรวจจับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีแบบเรียลไทม์ แทนรูปแบบเดิมที่ต้องรอผลวิเคราะห์นานเป็นสัปดาห์ และการนำคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ในงานวิจัยของนักดาราศาสตร์ไทย” 

“นอกเหนือจากงานวิจัยด้านดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์อวกาศ ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นยังให้บริการแก่นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษาและวิศวกรภายนอกผ่านเครือข่ายภาคีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติด้าน e-Science (National e-Science Infrastructure Consortium) อีกด้วย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยขยับขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาค”

การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงดังกล่าว สอดรับกับนโยบายและยุทธศาสตร์ ASTRONOMY+ ที่มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมดาราศาสตร์ให้เป็น เครื่องมือรับใช้สังคมไทย ต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และบูรณาการกับทุกส่วน เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ยุคใหม่ ทั้งด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระดับโลก เช่น การเสริมศักยภาพประเทศในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ผ่านระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า ที่ใช้ศักยภาพของระบบประมวลผลคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงร่วมกับข้อมูลการศึกษา PM2.5 และข้อมูลจากระบบเตือนภัยแผ่นดินไหว 

ลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ควบคู่กับการต่อยอดสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมขั้นสูงทางดาราศาสตร์และอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบเชิงพาณิชย์ สร้างสตาร์ทอัพด้านอวกาศ IoT และ AI ขยายห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มงานทักษะสูงในอนาคต

ซูเปอร์แล็บ ADA ให้สุดยอดพลังการประมวลผล

ด้าน ดร.อุเทน แสวงวิทย์ ผู้จัดการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ NARIT ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ซูเปอร์แล็บ ADA เป็นการยกระดับจากระบบ CHALAWAN HPC สู่โครงสร้างพื้นฐานประมวลผลสมรรถนะสูง ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงาน Big Data และ AI โดยเฉพาะ ระบบได้ติดตั้งหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ประสิทธิภาพสูง 

ดร.อุเทน แสวงวิทย์ ผู้จัดการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ NARIT ให้ข้อมูลประสิทธิภาพการทำงานของ CHALAWAN HPC ที่ยกระดับจากระบบ ซูเปอร์แล็บ ADA โครงสร้างพื้นฐานประมวลผลสมรรถนะสูง รองรับงาน Big Data และ AI ในด้านดาราศาสตร์

พร้อมหน่วยความจำขนาดใหญ่ถึง 141 GB ต่อหน่วย รองรับการพัฒนาและประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อด้วยโครงข่ายความเร็วสูงระดับ 400 Gbps ช่วยให้รับ-ส่งข้อมูลระดับหลายเทราไบต์ (TB) ระหว่างฐานข้อมูล และหน่วยประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องพร้อมรองรับงานวิจัยขั้นสูง และการประยุกต์ใช้ AI สำหรับนักวิจัยในการวิเคราะห์ข้อมูลทางดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล

นอกจากนี้ NARIT ยังวางโรดแมปการประยุกต์ใช้ AI ใน 4 มิติหลักเพื่อประโยชน์ของคนไทย ได้แก่ 1) Data-Driven Discovery การคัดกรองและวิเคราะห์สัญญาณจากอวกาศ เพื่อค้นพบปรากฏการณ์ และองค์ความรู้ใหม่ทางดาราศาสตร์ 

2) Autonomous Operations การใช้ AI ควบคุมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ และวางแผนซ่อมบำรุงอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสังเกตการณ์ 3) Environmental Impact การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลชั้นบรรยากาศ เพื่อสร้างแบบจำลองพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ความแม่นยำสูง นำมาวางแผนแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างตรงจุด 

และ 4) Public Engagement การสร้างประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ที่สมจริง ผ่านระบบ AI อัจฉริยะ ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าถึงดาราศาสตร์ได้ง่ายและสนุกยิ่งขึ้น

การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงของ NARIT จึงไม่เพียงรองรับงานวิจัยดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อวกาศขั้นแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยจากหลากหลายสาขาสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่

และพลังการประมวลผลระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์อันจะนำมาซึ่งองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย และเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์สังคม ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ขุมพลังซูเปอร์แล็บ ADA จากเดลล์

ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดเผยว่า ในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค ADA ได้รับการออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มด้าน AI-computer ที่ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมระดับโลก ที่ทลายขีดจำกัดด้วย Air-Cooled AI Supercomputer หนึ่งในนั้นคือ โซลูชันจาก เดลล์ เป็นจุดเปลี่ยนกายภาพเดิมๆ ของดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่

  • ติดตั้งได้ทันที ด้วยเทคโนโลยี Air-Cooled ของเซิร์ฟเวอร์รุ่น DELL PowerEdge XE7745 ทำให้ NARIT สามารถติดตั้งซูเปอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงในห้องเซิร์ฟเวอร์เดิมได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่มีราคาสูง
  • ขุมพลัง NVIDIA H200 NVL ติดตั้ง GPU ที่มีความหนาแน่นสูงพร้อมหน่วยความจำ 141 GB ต่อหน่วย เชื่อมต่อด้วยโครงข่ายความเร็วสูงระดับ 400 Gbps เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนข้อมูลที่ไร้คอขวด
  • ความยั่งยืน ระบบใหม่สามารถรวมงานจากเซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่ากว่า 20 เครื่อง มาไว้ในเครื่องเดียวขนาดเพียง 4U ช่วยลดการใช้พื้นที่และประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล

สำหรับระบบระบายความร้อนช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของความเสียหาย (Break Down) ช่วยลดปริมาณการใช้งาน และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทำให้ระบบมีความน่าเชื่อถือ และเกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่องมานับ 10 ปี จนถึงปัจจุบันยังมีการใช้งานด้านการวิจัย ที่พัฒนาต่อยอดออกไปได้มากมาย ซึ่งลักษณะของการใช้งานในภารกิจวิจัยจะแตกต่างกับ HPC ที่ใช้ในหน่วยงานอื่น เช่น งานด้านความมั่นคง 

“HPC ช่วยลดเวลาการคำนวณข้อมูลจากการวิจัยได้เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 15 เท่า ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยร่นระยะเวลาการประมวลผลจาก 3 เดือน เหลือแค่ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางความท้าทายด้านเทคโนโลยี CPU เจนเนอร์เรชั่นล่าสุด และชิปที่ทรงพลังอย่าง H200 และ B300 ที่กำลังขยับเข้ามาแทนที่”

“​นอกจากนี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ มองว่า อนาคตความต้องการใช้งาน HPC และ AI Cluster จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อความต้องวิเคราะห์ข้อมูลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเดลล์เองมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นตัว HPC Storage รวมไปถึงงานบริการที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานได้ไม่ยาก” 

​“ความท้าทายของการบริหารจัดการ CHALAWAN HPC ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากตัวเดิมเป็นตัวใหม่ คือทำอย่างไรให้ไร้รอยต่อได้มากที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินรับมือ เพราะเมื่อ Eco System ของ HPC เป็นโซลูชันของเดลล์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจ” 

“ดังนั้นจึงสามารถรองรับการขยายขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นไปตามความต้องการใช้งาน จึงไม่ใช่เรื่องยาก และมีการเตรียมการณ์ล่วงหน้ามามากกว่า 1 ปี ก่อนเกิดวิกฤติ และพัฒนามาถึงเจนเนอร์เรชั่นที่ 3” ฐิตพล กล่าวปิดท้าย