Tuesday, January 31, 2023
AIArticlesColumnistDigital TransformationSansiri Sirisantakupt

แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นในปี 2023

ถึงเวลาประเมินถึง แนวโน้มทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญ ในปี ค.ศ.2023 เป็นสิ่งที่ทางธุรกิจต้องนำไปใช้ เพื่อคงความได้เปรียบในการแข่งขัน และการก้าวผ่านความท้าทายที่เกิดขึ้น ที่ทุกคนต้อง เตรียมพร้อมไว้ตอนนี้

ารเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital transformation) คือ กระบวนการในการผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับกระบวนการหลักของธุรกิจ ในฐานะนักอนาคตศาสตร์ (Futurist) เป็นงานของผู้เขียนที่จะต้องมองไปข้างหน้า และระบุแนวโน้มทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญในอนาคต

อย่างไรก็ตามหลายคนคงเข้าไปเกี่ยวข้องเมื่อเวลาผ่านหลายปีหลังจากนี้ ผู้เขียนได้มองถึงอนาคตที่ใกล้กว่านั้นสำหรับคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพื่อช่วยให้ผู้นำทางธุรกิจสามารถนำไปจัดตามลำดับของความสำคัญ ซึ่งในทุกๆ ปี ผู้เขียนจะมองไปข้างหน้า และระบุแนวโน้มทางเทคโนโลยีที่สำคัญของปีที่กำลังจะมาถึง

อันเป็นสิ่งที่ทางธุรกิจต้องนำไปใช้ เพื่อคงความได้เปรียบในการแข่งขันและการก้าวผ่านความท้าทายที่เกิดขึ้น หันมามองแนวโน้มทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญในปี ค.ศ.2023 ที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมไว้ตอนนี้ โดยบทความ ในฉบับมีมุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อยู่ทุกที่
บทความโดย: น.อ.สรรสิริ สิริสันตคุปต์ นักวิชาการกองทัพอากาศ เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการรักษาความมั่นคงปลอยภัย ด้านอวกาศและไซเบอร์

ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ AI นั้นมีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง คุณอาจไม่เห็นคุณค่าของ AI ที่ถูกใช้กันแพร่หลาย เราใช้อัลกอริธึมที่ชาญฉลาด (Smart algorithms) ทุกครั้งที่เราค้นหาบนอินเทอร์เน็ต, ซื้อของออนไลน์, นำทางในขณะที่เราเดินทาง

เลือกใช้วิธีที่สร้างความบันเทิงให้กับตัวเอง, จัดการตารางเวลาของตัวเอง อีกทั้งดำเนินงานอันนับไม่ถ้วน ทั้งสร้างสรรค์และดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ AI ยังคงมีอยู่ AI ในสายตาของ ซุนดาร์ พิชัย CEO ของ Google มองว่า “AI มีสำคัญมากในแง่ของผลกระทบที่จะมีต่ออารยธรรมมนุษย์”

ระบบนิเวศที่เติบโตเต็มที่ของโซลูชัน AI แบบไม่มีโค้ด และแพลตฟอร์ม as-a-service จะทำให้เข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและงบประมาณ (ในระดับหนึ่ง) ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงอีกต่อไป ผู้ที่มีความคิดที่ดีจะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และบริการใหม่ที่ปรับปรุงด้วย AI ผลนั้นจะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นและดีขึ้น ในปี ค.ศ.2023

สิ่งเกี่ยวกับ AI ที่ถูกเน้นว่าจะได้เห็นกันมากคือ การเพิ่มจำนวนพนักงาน แม้ AI จะนำไปสู่การหายไปของงานที่เราทำในบางประเภทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่งานใหม่จะปรากฏขึ้นมาแทน นายจ้างที่มีความรับผิดชอบจะมองไปข้างหน้า และคิดมากขึ้นในการเป็นผู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ โดยช่วยให้พนักงานสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ (Tools) ที่มีได้อย่างเต็มที่

อีกสิ่งเกี่ยวกับ AI ที่ควรติดตามคือ สื่อสังเคราะห์ (Synthetic content) เกี่ยวข้องกับการใช้พลังสร้างสรรค์ของ AI เพื่อสร้างภาพ, เสียง หรือข้อมูลที่ไม่เคยมีมาก่อน อัลกอริธึมภาษาธรรมชาติ (Natural language algorithm) ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและสร้างการสื่อสารภาษามนุษย์ได้

ซึ่งหมายความว่า บุคคลในรูปภาพหรือวิดีโอหนึ่งๆ ถูกแทนที่ด้วยลักษณะหรืออากัปกิริยาของบุคคลอื่น สามารถตอบคำถามหรือพูดคุยด้วยเสียงของบุคคลอื่นได้โดยบุคคลในรูป ภาพหรือวิดีโอไม่ต้องพูดคำนั้น เทคโนโลยีแบบเดียวกันเคยใช้ในรูปภาพหรือวิดีโอของนักแสดง ทอม ครูซ บน TikTok ที่ถูกแทนด้วยลักษณะหรืออากัปกิริยาของนักแสดงอื่น (Miles Fisher)

และการแสดงที่สร้างความประทับใจให้ผู้ชมรายการ America’s Got Talent ในปีนี้ (ค.ศ.2022) ในมุมมองถือเป็นเทคโนโลยีอันทรงพลัง ถ้าไม่ควบคุมอาจถูกใช้ในการบิดเบือนหรือสร้างเนื้อหา ภาพและเสียงที่มีศักยภาพสูงสำหรับการหลอกลวง

ซึ่งในปี ค.ศ.2023 เราสามารถคาดหวังได้ ว่าจะเห็นการเติบโตของการใช้ AI ในรูปแบบที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ทั้งในอุตสาหกรรมบันเทิงและทางธุรกิจ

อินเทอร์เน็ตแห่งอนาคต (Metaverse)

เมทาเวิร์ส (Metaverse) ถูกเสนอในปลายปี ค.ศ.2021 โดย มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก เป็นโลกดิจิทัลที่มีอยู่จริงควบคู่ไปกับ โลกทางกายภาพที่พวกเราอาศัยอยู่ ส่วนใหญ่ทำได้โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์ม Metaverse ที่มีอยู่อย่าง Decentraland, Roblox หรือ The Sandbox เชื่อมต่อคลื่นลูกแรกของผู้ใช้ Metaverse (ส่วนใหญ่ Gen Z) ในองค์กรขนาดใหญ่ทุกประเภทตั้งแต่การธนาคาร, แฟชั่น, ความบันเทิง ไปจนถึงวิดีโอเกม

มาจนถึงเวลานี้ ผู้เขียนคิดว่า คำอธิบายที่ดีที่สุดที่สามารถนำไปใช้ได้กับคำว่า Metaverse คือ โลกดิจิทัลที่ดื่มด่ำยิ่งขึ้น (More immersive) อาจฟังดูไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่า ในเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า สภาพแวดล้อมออนไลน์ที่สมจริงและประสบการณ์ของผู้ใช้ระดับถัดไปจะเป็นอย่างไร

ซึ่ง ซัคเกอร์เบิร์ก คิดว่าจะเกี่ยวกับ ความจริงเสมือน (Virtual reality: VR) อันเป็นการจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไป โดยพยายามทำให้เหมือนจริงและ การเชื่อมรวมโลกเสมือนเข้ากับโลกจริง (Augmented reality: AR) อันเป็นการซ้อนทับภาพและ ข้อมูลจากโลกเสมือนลงไปบนโลกจริง

ในขณะผู้สร้างแพลตฟอร์ม Web3 เช่น Decentraland หรือ The Sandbox นั้นคิดว่า จะเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บข้อมูลหรือรันโปรแกรมที่กระจายอยู่ในคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง โดยไม่มีใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ (Decentralization and Blockchain) อันนำไปสู่วิธีใหม่ในการสื่อสาร

Image by pikisuperstar on Freepik

ซึ่ง พาดริก เบิร์น ผู้อำนวยการอาวุโสของ Gartner กล่าวว่า “Metaverse จะรวมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน” ทั้งสองแนวคิดเกิดพร้อมกันได้ คงไม่มีเหตุผลใดที่อินเทอร์เน็ตในวันพรุ่งนี้จะไม่ถูกกระจายอำนาจ และไม่ถูกสร้างจากเนื้อหาแบบจำลอง โลกแห่งความเป็นจริงด้วยความแม่นยำที่น่าเชื่อถือ

แต่ด้วยแนวคิดการแข่งขันที่มีอย่างหลากหลาย เมื่อได้พูดถึงการกำหนดคำอธิบาย Metaverse ในปี ค.ศ.2022 จึงไม่น่าแปลกที่ทำให้บางคนนั้นสับสน ในปี ค.ศ.2023 Metaverse จะกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่องค์กรขนาดเล็ก

ในส่วนของแบรนด์ระดับโลกที่เข้าไปเชื่อมต่อแล้ว ทุกอย่างจะเริ่มมารวมกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่เหนียวแน่น สิ่งเหล่านี้จะมีไว้สำหรับการบริโภคหลักมากกว่า เมื่อเทียบกับเพียงเพื่อกระตุ้นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีและผู้ที่เริ่มใช้งาน เราจะเริ่มเห็น Metaverse ทั้งบน มือถือและบนอุปกรณ์อื่นๆ เราจะยังคงติดต่อกับมันได้จากทุกที่บนโลกและทุกอุปกรณ์ที่เราต้องการ

แต่จุดเริ่มต้นจะไม่ใช่สมาร์ทโฟนเสมอไป วิธีใหม่ๆ ที่เราเข้าถึง, สัมผัส และโต้ตอบกับเนื้อหานั้นจะผ่านชุดหูฟัง, แว่นตาอัจฉริยะหรือแม้กระทั่งชุดตอบรับแบบสัมผัสทั้งตัว (Full-body haptic feedback suits) ด้วยสิ่งเหล่านี้จะสร้างโอกาสต่างๆ ให้เกิดขึ้น ถ้าผู้นำธุรกิจที่ต้องการให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ตกยุคเมื่อพูดถึงอินเทอร์เน็ตแห่งอนาคต

ในมุมมองสิ่งแรกที่ต้องคิดมากขึ้น คือ พวกเขาจะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มอบประสบการณ์ ที่ดื่มด่ำและคุ้มค่ายิ่งขึ้นได้อย่างไร?

และสิ่งที่สองก็คือ พวกเขาจะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มและเครื่องมือ (Tools) ที่พร้อมใช้งาน เพื่อทำให้กระบวนการภายในมีส่วนร่วมและมีประสิทธิภาพที่ มากขึ้นได้อย่างไร? สิ่งนี้อาจหมายถึงการสร้างขีดความสามารถสำหรับร่วมกันในการทำงาน, ในการฝึกอบรม และในการจัดการโครงการ

การเชื่อมต่อแบบโลกอัจฉริยะ (Intelligent world)

แนวโน้มนี้ค่อนข้างเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกัน อันเป็นเครือข่ายของเซ็นเซอร์, อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อรวบรวมข้อมูลที่เราต้องการ เพื่อใช้ Metaverse, สร้างคู่แฝดดิจิทัล (Digital twins: เป็นการนำข้อมูลบนอุปกรณ์หรือระบบบนโลกจริงๆ ไปนำเสนอแบบครบ ทุกมิติบนโลกดิจิทัล นำมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด)

และออกแบบวิธีใหม่ในการทำ ให้เกิดความไว้วางใจทางดิจิทัล (Digital trust) ซึ่งสิ่งนี้เรารู้จักในชื่อ Internet of Things (IoT) Gartner คาดการณ์ว่า จะถูกวิวัฒนาการให้กลายเป็นการเชื่อมต่อแบบโลกอัจฉริยะ (Intelligent world) ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ นั้นสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีผลกระทบต่อ ชีวิตของเราและจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องเติบโตขึ้น

ในปี ค.ศ.2023 แนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อไป โดยเริ่มใช้งานจากการโต้ตอบระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร (Machine-to-Machine) ที่ซับซ้อนและมีประโยชน์มากขึ้น ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับการเติมแกดเจ็ตและอุปกรณ์อัจฉริยะเข้าไปในบ้าน รวมทั้งพื้นที่ทำงานของเราด้วยเครื่องมือและแอปพลิเคชันอัจฉริยะ แต่เรามักประสบข้อขัดข้องเมื่อเครื่องจักรมีปัญหาในการสื่อสาร อันเนื่องมาจากแพลตฟอร์มและระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน

ภายในปี ค.ศ.2023 เราจะเห็นการทำงานในก้าวต่อไปเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐาน และโปรโตคอลระดับโลกที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถใช้สื่อสารกันได้ ซึ่งหมายความว่าเครื่องจักรจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถช่วยเหลือในงานของเราที่หลากหลายยิ่งขึ้น

Image by rawpixel.com on Freepik

ประเด็นที่สำคัญอีกประการคือ การรักษาความปลอดภัย IoT แม้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อนั้นสามารถปรับปรุงชีวิตของเราได้ในหลายแบบ แต่ยังทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ อุปกรณ์ใดๆ บนเครือข่ายอาจเป็นจุดเชื่อมต่อ (Access point) ที่ผู้โจมตีอาจใช้เพื่อเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่เก็บไว้ในนั้น อนึ่งการปรับปรุงความสามารถด้านความปลอดภัยฯ เพื่อขัดขวาง

การโจมตีเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับบริษัทที่ลงทุนในด้าน IoT ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเครื่องมือ (Tools) ที่สามารถแจ้งเตือนการโจมตีโดยอัตโนมัติ (AI& Automation Cyber Security Tools) 5G และบริการ 6G ในอนาคตนั้นไม่ได้หมายความว่าอุปกรณ์ต่างๆ จะสื่อสารได้เร็วกว่าที่เคยเป็น

นอกจากนี้ยังหมายถึงสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น และการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ ทั้งสองสามารถ “แบ่ง” ได้ (Sliced) โดยวางไว้ในช่องที่แยกกันซึ่งแยกไว้ต่างหาก และจะไม่ถูกรบกวนจากสิ่งที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย อันจะนำไปสู่อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เชื่อถือได้มากขึ้น เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพในปี ค.ศ.2023 น่าจะเป็นปีที่เฟื่องฟูสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่มุ่งช่วยเหลือเราในการจัดการสุขภาพ อีกทั้งในความเป็นอยู่ที่ดีของเรา ด้วยไวรัส Covid-19 ที่ยังคงเป็นความกังวลไปทั่วโลกและการระบาดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บวกกับการผ่อนคลายกฎหมายล็อกดาวน์ ทำให้พวกเราหลายคนได้หันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อให้แน่ใจว่าเราฟิตและมีสุขภาพที่ดี ซึ่งอุปกรณ์อัจฉริยะจะช่วยติดตามความคืบหน้าในสุขภาพของเราได้ เมื่อมอง Apple watch ในรุ่นล่าสุดมีเซ็นเซอร์ที่ซับซ้อนซึ่งสามารถใช้วัดระดับออกซิเจนและอุณหภูมิในเลือดได้ แถมยังสามารถดำเนินกระบวนการอย่างการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)

ด้วยก่อนหน้านี้ฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการสแกนเหล่านี้มีราคานับหลายแสนบาท ในมุมมองคาด ว่าจะได้เห็นการเข้าซื้อกิจการ Fitbit ของ Google ซึ่งจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ของ Smart watch อัน มีคุณสมบัติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

ข้อคิดที่ฝากไว้

นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่ระบุไว้แล้วข้างบน ยังมีอีกเทคโนโลยีฯ ที่ไม่สามารถ ปฏิเสธได้ เป็นอีกแนวโน้มที่ได้รับความสนใจมากขึ้นจะเข้ามาในปี ค.ศ.2023 กล่าวคือเราต้อง ตรวจสอบให้แน่ใจว่า เทคโนโลยีฯ ของเรานั้นมีความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable tech) ด้วยนักลงทุนและลูกค้ากำลังมองหาเทคโนโลยีฯ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ซึ่งจะได้เห็นสิ่งนี้มากขึ้นในปี ค.ศ.2023 ศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยีบล็อกเชนจำเป็นต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (Greener) ที่สำคัญบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า พวกเขานั้นจะไม่ ใช้ทรัพยากรอันมีค่าสำหรับการเก็บข้อมูลที่ไม่ต้องการและไม่ใช้อัลกอริทึมที่ไม่เพิ่มมูลค่า

Featured Image: Image by dashu83 on Freepik

Leave a Response