จากห้องเรียนสู่อนาคตประเทศ เมื่อ วิทยาศาสตร์ คือทุนใหม่ของเศรษฐกิจไทย

“อ่านมุมมองและเรื่องราวของ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น แห่งปี 2569 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่รางวัลที่แต่ละคนได้รับ แต่คือ หลักการสำคัญที่ทั้งสามคนมองตรงกันว่า วิทยาศาสตร์ คือ Supply Chain ของการสร้างประเทศ
ทุกวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี เป็นหนึ่งในวันสำคัญของคนในวงการวิทยาศาสตร์ หลายคนไม่คุ้นว่านี่คือวัน วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ทุกๆ ปี องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NST Fair)
เช่นกันกับปี 2569 ที่มีการจัดมหกรรมงานแสดงผลงาน โชว์องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนง ซึ่งปีนี้ NST Fair จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Intelligence in Science for a Sustainable Future วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ระหว่างวันที่ 15–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 9–11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการเปิดตัวผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดย มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 45
CIO World Business มีโอกาสพูดคุยกับบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ผู้รับรางวัลดังกล่าว 3 ท่าน ที่ถือว่าเป็นสามช่วงสำคัญของระบบนิเวศการพัฒนาคนและองค์ความรู้ของประเทศ ได้แก่ ดร.ศรายุทธ ชาญนคร ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นระดับมัธยมศึกษา, รศ.ดร. เทียนทอง ทองพันชั่ง ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นระดับอุดมศึกษา และ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโส ประจำปี 2569
แม้ทั้งสามคนจะทำงานอยู่ในบริบทที่แตกต่างกัน แต่เมื่อร้อยเรียงแนวคิดเข้าด้วยกัน กลับทำให้เห็นภาพเดียวกันอย่างน่าสนใจว่า หากประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “คนที่คิดเป็น”
ก่อนสร้างเทคโนโลยี ต้องสร้าง “คนที่คิดเป็น”
ภาพดังกล่าวเริ่มต้นได้ตั้งแต่ห้องเรียนมัธยมศึกษาของ ดร.ศรายุทธ ชาญนคร ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนสอาดเผดิมวิทยา จังหวัดชุมพร ผู้รับผิดชอบการสอนวิชาเคมีให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
สำหรับเขา นักเรียน ม.6 อยู่ตรง “ปลายทาง” ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อนแยกย้ายเข้าสู่มหาวิทยาลัยหรือโลกการทำงาน ดังนั้นเป้าหมายของการเรียนวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรจบอยู่ที่การสอบ แต่ต้องทำให้เด็กกลายเป็น Lifelong Learner สามารถเรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
แนวคิดดังกล่าวทำให้ห้องเรียนวิทยาศาสตร์เปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สำหรับ “ส่งผ่านความรู้” ไปเป็นพื้นที่สำหรับฝึกกระบวนการคิด
ดร.ศรายุทธ ใช้แนวคิด Emancipatory Approach เปิดพื้นที่ให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ สื่อสาร และมองเห็นผลกระทบทั้งด้านบวกและลบของวิทยาศาสตร์ โดยมีเป้าหมายให้เด็กสามารถใช้ความรู้รับใช้สังคม ดูแลสิ่งแวดล้อม และตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ
นี่คือประเด็นสำคัญ เพราะเมื่อพูดถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุค AI เรามักให้ความสำคัญกับการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่สิ่งที่อาจสำคัญกว่า คือ คุณภาพของกระบวนการคิดของคนที่ใช้เทคโนโลยีนั้น
ดร.ศรายุทธ สรุปเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเป็นกลไกช่วยประเทศไทยก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” ได้ แต่หัวใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี หากอยู่ที่ Thinking Skills ของคนในชาติ ทั้งการคิดพื้นฐานและการคิดขั้นสูง

เมื่อ AI เข้าห้องเรียน สิ่งสำคัญกว่า Prompt คือ “วิธีคิด”
แนวคิดดังกล่าวยิ่งน่าสนใจเมื่อ AI กำลังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา ในชั้นเรียนเคมีอินทรีย์ ดร.ศรายุทธ นำ AI มาเป็น “Thinking Partner” ช่วยนักเรียนเรียนรู้การเรียกชื่อสารเคมีตามระบบ IUPAC ซึ่งมีความซับซ้อนและมีอุปสรรคด้านภาษา
แต่เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้บทเรียนง่ายขึ้น นักเรียนต้องเรียนรู้ Prompt Engineering ต้องระบุอย่างโปร่งใสว่าส่วนใดของงานใช้ AI ช่วย และต้องทดลองใช้ AI จากหลายแหล่งเพื่อเรียนรู้เรื่อง Bias ของข้อมูล
ดังนั้นสิ่งที่ถูกสอนไปพร้อมกับวิชาเคมีคือ Digital Literacy, AI Literacy และ Scientific Integrity
“บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเด็กใช้ AI ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เด็กมีวิจารณญาณมากพอที่จะรู้หรือไม่ว่า เมื่อไรควรเชื่อ เมื่อไรควรตั้งคำถาม และจะตรวจสอบคำตอบของ AI อย่างไร” ครูศรายุทธ กล่าวย้ำ
Scientific Mindset ทักษะที่ไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะนักวิทยาศาสตร์
เมื่อเดินทางจากระดับมัธยมศึกษามาสู่มหาวิทยาลัย แนวคิดของ รศ.ดร.เทียนทอง ทองพันชั่ง อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีและหัวหน้าภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยิ่งตอกย้ำว่า เป้าหมายของการศึกษาวิทยาศาสตร์ไม่ได้อยู่ที่การผลิต “นักวิทยาศาสตร์” เท่านั้น แต่คือการสร้าง Scientific Mindset ให้กับคนในสังคม
รศ.ดร.เทียนทอง มองว่า ครูวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงถ่ายทอดทฤษฎี แต่มีบทบาทในการวางรากฐานกระบวนการคิดและสร้าง “ทุนมนุษย์” ซึ่งท้ายที่สุดเชื่อมโยงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
แนวคิดที่น่าสนใจคือ “วิทยาศาสตร์สำหรับทุกอาชีพ”
เพราะแม้คนคนหนึ่งจะไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ หากมีหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ เขาจะสามารถพิจารณาหลักฐาน แยกแยะข้อมูล และไม่หลงเชื่อสิ่งต่างๆ โดยปราศจากเหตุผล
ยิ่งในโลก Social Media ที่ Influencer ศิลปิน หรือบุคคลสาธารณะสามารถส่งข้อมูลไปถึงผู้คนนับล้าน การมี Scientific Mindset จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็น “ภูมิคุ้มกันทางปัญญา” ของสังคม
ในมุมนี้ วิทยาศาสตร์จึงเชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศในระดับที่กว้างกว่าห้องทดลอง เพราะสังคมที่ประชาชนสามารถตั้งคำถาม ตรวจสอบหลักฐาน และตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล ย่อมมีความพร้อมมากกว่าสำหรับการรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล AI และ Disinformation

ประเทศที่ซื้อเทคโนโลยี กับประเทศที่สร้างเทคโนโลยี
แต่การสร้าง Scientific Mindset เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากประเทศไม่สามารถเปลี่ยนความรู้เหล่านั้นให้กลายเป็นขีดความสามารถทางเทคโนโลยี
รศ.ดร.เทียนทอง เปรียบความรู้พื้นฐานเสมือน “รากของต้นไม้” ในยุคที่ผู้คนต้องการเรียนรู้ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว การให้ความสำคัญกับวิชาพื้นฐานหรือ “101” อาจดูไม่หวือหวา แต่หากรากฐานไม่แข็งแรง การต่อยอดเทคโนโลยีระดับสูงก็ย่อมไม่มั่นคง
และนี่นำไปสู่คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยว่า เราต้องการเป็นเพียง Technology User หรือ Technology Creator?
เพราะการมีองค์ความรู้พื้นฐานที่แข็งแรงคือเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศสามารถทำ Research & Development ได้เอง แทนที่จะเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้งานในระดับผิวเผิน ซึ่งไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาวได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันที่ AI, Semiconductor, Biotechnology, Quantum Technology และเทคโนโลยีด้านพลังงานกำลังกลายเป็นทั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจและสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
จาก Pure Science สู่การแก้ปัญหาจริง
เส้นทางจากการสร้างคนไปสู่การสร้างองค์ความรู้ปรากฏชัดขึ้นจากประสบการณ์กว่า 40 ปีของ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์
บุคลากรสายวิทฯ ผู้สร้างคุโณปการมากมายให้ประเทศ ทั้งภาคการศึกษา สังคมของการเรียนรู้และนวัตกรรมระดับขึ้นเชลฟ์ หนึ่งในผลงานที่เขาภาคภูมิใจเกิดจากคำถามทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ดูเฉพาะทางอย่างมาก นั่นคือ จะตรวจลายนิ้วมือแฝงบนกระดาษความร้อนได้อย่างไร
ซึ่งกลายเป็นที่มาของ การนำความรู้ด้าน Pure Chemistry มาประยุกต์ใช้ โดยค้นพบการใช้สารเคมีซึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนจากโปรตีนที่หลงเหลือจากการสัมผัสของนิ้วมือ ทำให้เกิด Fluorescence และสามารถตรวจพบลายนิ้วมือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กรณีนี้สะท้อนคุณค่าของ Basic Science ได้อย่างดี
เพราะงานวิจัยที่ดูเหมือนไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจโดยตรงในวันแรก อาจกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ปัญหาในอุตสาหกรรม การแพทย์ นิติวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือสร้างเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตได้
“ดังนั้น การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรถูกประเมินเฉพาะด้วย ROI ระยะสั้น แต่ต้องมองในฐานะการสร้าง Knowledge Capital ของประเทศ” รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ กล่าว
วิทยาศาสตร์ต้องสร้างทั้ง Innovation และ Awareness
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ หยิบยกขึ้นมาคือ “พลาสติก” ครั้งหนึ่งพลาสติก คือความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบางประเภท แต่เมื่อการใช้งานขยายตัวกลับสร้างปัญหาใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์จึงต้องย้อนกลับมาใช้ความรู้เพื่อพัฒนาวัสดุอย่าง Biodegradable Plastics
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนต้องมี “ความตระหนักรู้ทางวิทยาศาสตร์” รู้จักใช้ทรัพยากรและกำจัดของเสียอย่างเหมาะสม มิฉะนั้นนวัตกรรมใหม่ก็อาจนำไปสู่ปัญหารูปแบบใหม่อีกครั้ง
นั่นทำให้ความยั่งยืนต้องประกอบด้วยสองด้านพร้อมกัน คือ Science & Technology Innovation และ Scientific Awareness
ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ต้องสร้าง Ecosystem ให้คนเก่งสร้างผลงาน
คำถามสำคัญจึงกลับมาที่ว่า หากประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีศักยภาพ แล้วเหตุใดการเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่นวัตกรรมในระดับประเทศจึงยังเป็นเรื่องท้าทาย
ในมุมของ รศ.ดร.ธณัฏฐ์คุณ วงการวิทยาศาสตร์ไทยมีศักยภาพก้าวสู่ระดับสากล แต่จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุน โดยเฉพาะงบประมาณวิจัย ตลอดจนเครื่องมือและ Facilities ที่ทันสมัย
เขายกกรณีนักวิทยาศาสตร์ไทยที่สามารถพัฒนาชุดตรวจ COVID-19 ในช่วงวิกฤตเป็นตัวอย่างว่า เมื่อมีทั้งองค์ความรู้ บุคลากร และเงื่อนไขสนับสนุนที่เหมาะสม นักวิทยาศาสตร์ไทยสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาของประเทศได้
นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการถามว่า “ประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์เก่งพอหรือไม่” แต่ควรถามว่า เรามีระบบนิเวศที่ทำให้คนเก่งสามารถเปลี่ยนความรู้เป็นนวัตกรรมได้มากพอหรือยัง
ตั้งแต่งบประมาณวิจัย ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ เครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงกลไกนำผลงานวิจัยออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง

จากห้องเรียนมัธยมถึงห้องวิจัย คือ Supply Chain เดียวกัน
เมื่อมองเรื่องราวของ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ทั้งสามคนร่วมกัน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่รางวัลที่แต่ละคนได้รับ แต่คือการที่ทั้งสามกำลังทำงานอยู่บน Supply Chain ของการสร้างประเทศด้วยวิทยาศาสตร์
ต้นทางคือห้องเรียนมัธยม สร้างเด็กที่ คิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และเรียนรู้เป็น
ช่วงกลางคือมหาวิทยาลัย เปลี่ยนกระบวนการคิดเหล่านั้นให้กลายเป็น ทุนมนุษย์และองค์ความรู้ที่ลึกพอสำหรับการสร้างเทคโนโลยี
ปลายทางคือระบบวิจัย นำองค์ความรู้ไปสร้าง Innovation เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
และทั้งหมดต้องเชื่อมต่อกัน…
เพราะประเทศไม่สามารถมี Deep Tech ได้ หากไม่มี Basic Science ที่แข็งแรง, ไม่มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่, หรือเด็กและเยาวชนไม่สนใจวิทยาศาสตร์
หากระบบการศึกษายังทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเพียงวิชาที่ต้อง “จำเพื่อสอบ” แทนที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับ “คิดเพื่อเข้าใจโลก”
วิทยาศาสตร์อาจเป็น “ทุน” ที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยสามารถซื้อ AI ซื้อ Cloud ซื้อเครื่องจักร ซื้อซอฟต์แวร์ หรือซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้
แต่สิ่งหนึ่งที่ซื้อสำเร็จรูปไม่ได้ คือ ความสามารถของคนในประเทศในการคิด ตั้งคำถาม ทดลอง สร้างองค์ความรู้ และเปลี่ยนความรู้นั้นให้กลายเป็นสิ่งใหม่
นั่นคือเหตุผลที่ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มองว่า วิทยาศาสตร์ ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะวิชาหนึ่งในระบบการศึกษา หรืองานของคนกลุ่มหนึ่งในห้องทดลอง แต่ต้องถูกมองเป็น National Capability
ตั้งแต่ Scientific Mindset ของประชาชน ทักษะการคิดของเยาวชน คุณภาพของครูและมหาวิทยาลัย ความสามารถของนักวิจัย ไปจนถึงระบบสนับสนุนที่จะนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจ
และบางทีสิ่งที่ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ทั้งสามคนกำลังบอกเราผ่านเส้นทางการทำงานที่แตกต่างกันก็คือ
อนาคตของประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากการมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด แต่อาจเริ่มต้นจากการมี คนที่คิดเป็น มากพอที่จะสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง
เพราะท้ายที่สุด ประเทศที่มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ ย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะสร้างนวัตกรรม สร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง และกำหนดอนาคตของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
Featured Image: magnific
Credit: ดร.ศรายทุธ ชาญนคร facebook คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์






