Friday, April 10, 2026
ArticlesColumnistSansiri Sirisantakupt

กองกำลังสหรัฐอเมริกาตรวจจับขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านได้อย่างไร

หากมีการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เหล่าทหารจะรู้ทันเวลาได้อย่างไร? ผู้เขียนขออธิบายคำถามนี้ ซึ่งจะทำให้ท่านติดตามข่าวสารด้วยหลักการและองค์ความรู้ในเชิงเทคโนโลยี เข้าใจบริบทของการสู้รบครั้งนี้มากขึ้น

ารสู้รบที่กินเวลามากกว่า 1 เดือนในสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน อันทำให้ราคาน้ำมันโลกนั้นส่งผลกระทบกันอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อิหร่านได้ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 

ระบบเรดาร์มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ถูกอิหร่านนั้นโจมตีและทำลายทั่วตะวันออกกลางมองดูแล้วเหมือนจะทำให้ระบบการป้องกันของสหรัฐฯ นั้นอ่อนแอลง การประจำการของกองกำลังสหรัฐฯ (U.S. Forces) ที่อยู่ใกล้กับอิหร่านครอบคลุมหลายสิบแห่งและมีทหารหลายหมื่นนายอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัย 

จึงทำให้เกิดคำถามว่า หากมีการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ เหล่าทหารจะรู้ทันเวลาได้อย่างไร? 

เพื่อรักษาในความปลอดภัยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร ได้สร้างระบบเครือข่ายเซ็นเซอร์ (A web of sensors) ที่มีไว้เพื่อเฝ้าระวังน่านฟ้าทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งระบบนี้ใช้ดาวเทียมในอวกาศ, เรดาร์บนพื้นดิน, เรือในทะเล และเครื่องบินในอากาศ 

นอกจากนี้ก็ใช้กำลังพลที่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี จากกองบัญชาการอวกาศของสหรัฐฯ (U.S. Space Command) สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เป้าหมายนั้นเพื่อป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน 

โดยผู้เขียนมีมุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

วิธีเร็วที่สุดมาจากอวกาศในการตรวจจับขีปนาวุธ

แอรอน บรินิลด์สัน อดีตเจ้าหน้าที่ในกองทัพอากาศสหรัฐฯ และปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายอวกาศและความมั่นคงแห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ได้ทำการศึกษาเครือข่ายพันธมิตรและระบบขนาดใหญ่ที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น (A web of sensors) 

เครื่องมือเหล่านี้ได้รวมกันเป็นเครือข่ายเซ็นเซอร์ป้องกันขีปนาวุธที่สามารถตรวจจับอันตรายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การแจ้งเตือน ซึ่งวิธีที่เร็วที่สุดในการตรวจจับขีปนาวุธนั้นก็มาจากอวกาศ ดาวเทียมของสหรัฐฯ เช่น ระบบอินฟราเรดบนอวกาศของกองบัญชาการอวกาศสหรัฐฯ ที่โคจรอยู่สูงเหนือโลก 

ดาวเทียมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เหล่านี้ ถือเป็นดั่งอัญมณีล้ำค่าของระบบป้องกันขีปนาวุธ (Missile defense) ที่สามารถตรวจจับความร้อนสูงจากการยิงขีปนาวุธได้เกือบจะในทันที เมื่อขีปนาวุธถูกยิง ขีปนาวุธจะสร้างสัญญาณความร้อนที่แรงพอที่จะมองเห็นได้ในอวกาศ 

ดาวเทียมนั้นจะตรวจจับความร้อนนี้ได้ โดยใช้เซ็นเซอร์อินฟราเรดที่มีความไวสูงและส่งสัญญาณแจ้งเตือนภายในไม่กี่วินาที การแจ้งเตือนล่วงหน้านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งช่วยให้กองทัพบนพื้นดินหรือในทะเลนั้นมีเวลาเตรียมในระบบการป้องกัน 

จากนั้นสัญญาณที่แจ้งเตือนจากอวกาศจะถูกส่งลงมาบนพื้นดินโดยระบบที่เรียกว่า สถานีภาคพื้นดินทางยุทธวิธีร่วมกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (U.S. Space Force’s Joint Tactical Ground Stations) ซึ่งสัญญาณจะถูกส่งจากอวกาศโดยใช้การสื่อสารผ่านดาวเทียมที่มีความปลอดภัย 

สถานีภาคพื้นดินจะรับสัญญาณนั้น และก็กระจายไปยังทุกส่วนอย่างรวดเร็วบนเครือข่ายการป้องกันขีปนาวุธ (Missile defense network) เพื่อเตรียมการป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธ 

เรดาร์สำหรับตรวจจับและติดตามขีปนาวุธ

แต่ดาวเทียมไม่สามารถทำทุกอย่างเพื่อตรวจจับและติดตามขีปนาวุธได้ ซึ่งดาวเทียมต้องการความช่วยเหลือจากระบบบนโลก หลังจากที่ขีปนาวุธถูกยิงออกไป เรดาร์ภาคพื้นดินก็จะเข้ามารับช่วงต่อจากสัญญาณดาวเทียมที่เริ่มต้น 

เรดาร์ทำงานโดยการส่งคลื่นวิทยุออกไป เมื่อคลื่นเหล่านั้นกระทบกับวัตถุ เช่น ขีปนาวุธ มันจะสะท้อนกลับมา จากนั้นเรดาร์จะใช้ข้อมูลนั้นเพื่อติดตามว่าวัตถุนั้นอยู่ที่ไหนและกำลังมุ่งหน้าไปที่ใดตลอดการเดินทาง

บทความโดย: น.อ.สรรสิริ สิริสันตคุปต์ นักวิชาการกองทัพอากาศ เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการรักษาความมั่นคงปลอยภัย ด้านอวกาศและไซเบอร์

ด้วยกองกำลังสหรัฐฯ นั้นใช้เรดาร์ทั้งระยะสั้นและระยะไกลร่วมกัน เรดาร์ระยะไกลที่มีประสิทธิภาพสูงตัวหนึ่งคือ AN/FPS-132 Upgraded Early Warning Radar ที่สามารถมองเห็นขีปนาวุธได้จากระยะไกลกว่า 3,000 ไมล์ (4,828 กิโลเมตร) และยังติดตามขีปนาวุธได้ขณะเดินทาง 

อีกระบบที่สำคัญคือ AN/TPY-2 Surveillance Transportable Radar ของกองทัพบกสหรัฐฯ เรดาร์นี้มีระยะทำการเกือบ 2,000 ไมล์ (3,219 กิโลเมตร) และติดตามขีปนาวุธอย่างใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภัยคุกคาม 

ระบบ TPY-2 โดยทั่วไปจะติดตั้งอยู่ติดกับระบบอาวุธที่ใช้ทำลายขีปนาวุธ (THAAD) เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลการติดตามจะถูกส่งต่ออย่างทันที ด้วยภาพรวมดาวเทียมจะตรวจจับการยิงและเรดาร์จะติดตามขีปนาวุธไปบนท้องฟ้าจนกว่าระบบป้องกันจะทำลายขีปนาวุธนั้นได้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น กองกำลังอิหร่านได้โจมตีทั้งระบบ TPY-2 ในจอร์แดน และระบบ FPS-132 ในกาตาร์ ระบบเหล่านี้มีราคาแพงและยากที่จะหามาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สหรัฐฯ ต้องย้ายระบบ TPY-2 เพิ่มเติมจากเกาหลีมาติดตั้งใตะวันออกกลาง การติดตามขีปนาวุธของสหรัฐฯ นั้นลดลงอย่างแน่นอนจากการสูญเสียทรัพยากรดังกล่าว 

แต่เรดาร์อื่นๆ ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเซ็นเซอร์ อย่างเช่น กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ดำเนินการระบบ FPS-132 อีกระบบหนึ่งในสหราชอาณาจักร ซึ่งอาจให้การสนับสนุนเรดาร์แก่ตะวันออกกลางได้ 

นอกจากเซ็นเซอร์ภาคพื้นดินและในอวกาศแล้ว เรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังติดตั้งระบบเรดาร์ทรงพลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบการรบ Aegis หรือที่รู้จักกันในชื่อ AN/SPY-1 สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลถึง 200 ไมล์ (322 กิโลเมตร) เรือสามารถแล่นเข้าใกล้พื้นที่ที่อาจมีภัยคุกคามและช่วยเติมเต็มช่องว่างที่เรดาร์ภาคพื้นดินไม่สามารถครอบคลุมได้ 

รวมถึงเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเครื่องบินตรวจการลอยฟ้าอย่าง E-3 Sentry (AWACS) สามารถเฝ้าระวังพื้นที่ขนาดใหญ่โดยใช้เรดาร์บนฟ้า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลถึง 200 ไมล์ (322 กิโลเมตร) 

เซ็นเซอร์เคลื่อนที่เหล่านี้ช่วยให้ระบบป้องกันขีปนาวุธมีความยืดหยุ่น หากพื้นที่ใดต้องการการครอบคลุมมากขึ้นหรือมีคุณภาพลดลง เครื่องบินและเรือของสหรัฐฯ สามารถเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่นั้นได้เพื่อการเติมเต็ม 

เหตุใดโดรนจึงตรวจจับได้ยากกว่า

ขณะที่อากาศยานอย่าง โดรน (Drones) นั้นต้องการเครื่องมือติดตามที่แตกต่างออกไป และพิสูจน์แล้วว่าทำลายได้ยากกว่าขีปนาวุธของอิหร่าน ระบบเดิมนั้น (Legacy systems) เหมาะกับขีปนาวุธมากกว่าเทคโนโลยีโดรนรุ่นใหม่ 

โดยทั่วๆ ไปแล้ว สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือหลายอย่างในการตรวจจับโดรน ได้แก่ เรดาร์, การติดตามสัญญาณวิทยุ (Radio signal tracking) ซึ่งสามารถรับสัญญาณที่ควบคุม, กล้องในแบบต่างๆ และเซ็นเซอร์อื่นๆ ที่สามารถมองเห็นโดรนได้โดยตรง ขีปนาวุธนั้นมีความเร็วและความร้อนสูง ทำให้ตรวจจับได้ง่ายด้วยระบบในปัจจุบัน 

แต่โดรนของอิหร่าน เช่น โดรนชาเฮ็ด (Shahed) นั้นต่างออกไป ความร้อนที่ปล่อยมามีน้อยมาก เนื่องจากใช้เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซซึ่งตรวจจับได้ยากด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรด เมื่อไม่มีความร้อนนี้ สัญญาณเตือนเบื้องต้นจึงล่าช้า ทำให้เรดาร์ตรวจจับได้ยาก 

อีกทั้งโดรนมักมีขนาดเล็กกว่าและบินต่ำใกล้พื้นดิน ทำให้มองเห็นได้ยากบนจอเรดาร์ โดรนนั้นอาจถูกซ่อนอยู่หลังอาคารหรือแยกแยะได้ยากจากนกและวัตถุอื่นๆ 

โดรนบางชนิดทำจากวัสดุที่ไม่ปรากฏบนเรดาร์ได้ดี เช่น ไฟเบอร์กลาสและพลาสติก ในบางชนิดเคลื่อนที่ช้า ก็อาจทำให้สังเกตได้ยากและไม่โดดเด่น โดรนของอิหร่านจำนวนมากไม่ปรากฏในระบบตรวจจับสัญญาณวิทยุ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมจากระยะไกลได้ 

โดรนเหล่านี้ถูกตั้งโปรแกรมด้วยพิกัดของ GPS และนำทางตัวเองไปยังเป้าหมาย จึงเป็นเหตุให้เครื่องบินตรวจการลอยฟ้า E-3 Sentry (AWACS) ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกโจมตีเสียหาย ณ ฐานทัพอากาศในประเทศซาอุดิอาระเบีย 

ข้อคิดที่ฝากไว้

ไม่มีวิธีการใดวิธีเดียวที่ได้ผลตลอดเวลา ในการป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน แต่เครือข่ายเซ็นเซอร์เหล่านี้ (A web of sensors) ที่ได้กล่าวมานั้น ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาติดตามทั้งขีปนาวุธและโดรน กองกำลังสหรัฐฯ (U.S. Forces) และพันธมิตรนั้นก็ยังคงพัฒนาปรับปรุงในระบบการป้องกันของกองกำลังทางทหารกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อตรวจจับทั้งขีปนาวุธและโดรน 

ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ นั้นกำลังเจรจาเพื่อซื้อเซ็นเซอร์เสียง (Acoustics sensors) จากยูเครน ที่มีความสามารถได้ยินเสียงโดรนที่กำลังบินเข้ามา ในกรณีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยวิธีการอื่น ด้วยเซ็นเซอร์ใหม่, ซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นและการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้นนั้นจะช่วยสร้างการป้องกันการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนได้อย่างปลอดภัย 

สิ่งสำคัญเป้าหมายในการป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ที่สามารถกล่าวได้ก็คือตรวจจับภัยคุกคามได้เร็วขึ้น, ตอบสนองได้เร็วขึ้น และโจมตีเป้าหมายอย่าง..ขีปนาวุธอีกทั้งโดรนได้เร็วขึ้น

อ่านบทความทั้งหมดของ ..สรรสิริ สิริสันตคุปต์

Featured Image: Beale AFB Upgraded Early Warning Radar System The 7th Space Warning Squadron has an enhanced Upgraded Early Warning Radar system with a greater capability to detect and track missile attacks against the U.S. and its allies, at Beale Air Force Base. The improved system is expected to be fully operational by the end of 2019. ที่มา: USSF