ยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางการทหารระหว่างประเทศ กรณีศึกษา: ความสำเร็จของภารกิจร่วมระหว่าง F-16 และ Gripen

“ย้อนไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา สังคมโลกตั้งคำถามว่า ประเทศไทยที่ทำอย่างไรให้เครื่องบินรบสองสัญชาติคือ F-16 และ Gripen ทำงานสอดประสานกันได้จนบรรลุภารกิจ บทความนี้ผู้เขียนต้องย้อนไปถึงการประชุม CCIB13-2 ซึ่งเป็นต้นเรื่อง และที่มาของความสำเร็จในวันนี้ สะท้อนถึงแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกองทัพฯ ที่ยึดมั่นกับแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ในความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมิตรประเทศ
กองทัพไทยได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสั่งการและควบคุมร่วมไทย-สหรัฐฯ ครั้งที่ 45 (CCIB13-2) ระหว่าง 9 – 12 กันยายน พ.ศ.2558 มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นการประชุมตามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างกองทัพไทยและกองทัพสหรัฐฯ เพื่อร่วมหารือถึงการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ของทั้งสองประเทศ รวมถึงการร่วมมือพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีความทันสมัย ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ทางทหารร่วมกันได้
เช่น ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (LINK-16 ), การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Operations) และการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Cybersecurity)
อย่างที่ทราบนั้น ในปัจจุบันกองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ความสามารถของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการดำเนินงานทางทหารเกือบทุกภารกิจ สิ่งเหล่านี้ทำให้กองทัพสหรัฐฯ กลายเป็นกองทัพที่โดดเด่น
ในช่วงเวลาดังกล่าวการประชุมคณะกรรมการสั่งการและควบคุมร่วมไทย-สหรัฐฯ ได้ครอบคลุมเนื้อที่สำคัญๆ อันประกอบด้วย รายงานผลความคืบหน้าในส่วนระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี Link-16 และ Link-T (ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีของ กองทัพอากาศไทย) ถึงความเป็นไปได้ในการติดตั้ง Link-T และ Link-16 บนเครื่องบินรบ F-16 โครงการ F-16 MLU
และการรายงานผลความคืบหน้าของ เจ้าหน้าที่ทำงานในส่วน COMSEC Custodian หรือ ผู้รักษาความปลอดภัยด้านการสื่อสาร ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลลับและอุปกรณ์เข้ารหัส เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากผู้ไม่มีสิทธิ์ รวมถึงการอบรมความรู้ COMSEC Custodian ให้แก่ เจ้าหน้าที่กองทัพไทย
และที่สำคัญการให้ความรู้ด้าน Cybersecurity พร้อมการจัดตั้งคณะทำงานด้านไซเบอร์ของกองทัพไทย (Cyber Working Group) เพื่อเพิ่มความสามารถในการดำเนินงานบนโลกไซเบอร์ ในภาพรวมถือเป็นการสานต่อการปฏิบัติและความร่วมมือ ที่จะนำประโยชน์โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยมาสู่กองทัพไทยอันถือเป็นเรื่องที่น่าศึกษาควรค่าต่อการเรียนรู้
โดยบทความนี้ผู้เขียนมีมุมมองและรายละเอียดที่เกี่ยวกับกองทัพอากาศไทยดังนี้
ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL)
ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL) นั้น ถือเป็นหัวข้อที่ 3 ในการประชุม CCIB13-2 โดยรวม TDL เป็นระบบเครือข่ายติดต่อสื่อสารข้อมูลมาตรฐานที่ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธีระหว่าง เครื่องบินรบ, ระบบบัญชาการและควบคุม (C2) และเครื่องบินควบคุมและสั่งการ (AWAC) อาทิ LINK-16 ที่มีความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นทั้ง Data และ Voice
ซึ่งในการประชุม CCIB13-2 ผู้แทนสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงการใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีของ กองทัพอากาศไทย อาทิ LINK-T ที่มากับโครงการจัดซื้อเครื่องบินรบแบบ Gripen ของสวีเดน โดย กองทัพอากาศไทย นั้นมีแผนที่จะนำมาใช้ร่วมกัน (Integrate) กับ LINK-16 บนเครื่องบินรบแบบ F-16 ซึ่งกองทัพอากาศไทยจะได้รับตามโครงการปรับปรุงเครื่องบินรบแบบ F-16 (F-16 MLU)
โดยผลการประชุม CCIB13-2 ได้กำหนดให้กองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ (USPACOM) เป็นหน่วยรับผิดชอบในนโยบายเกี่ยวข้องกับ LINK-T ที่จะนำมาใช้ร่วมกันกับ LINK-16 บนเครื่องบินรบแบบ F-16 ของกองทัพอากาศไทย
โดยกองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ จะเป็นผู้ประสานกับคณะทำงานของบริษัท Lockheed Martin ที่เป็นบริษัทศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Feasibility Study) ในการใช้งาน LINK-T และ LINK-16 บนเครื่องบินรบ F-16 ของกองทัพอากาศไทย
ในความเป็นจริงด้วยวิธีแรกที่จะทำให้ F-16 ของ กองทัพอากาศไทย มีความสามารถที่จะใช้งานได้ทั้ง 2 LINK (LINK-16 และ LINK-T) บนเครื่องบิน F-16 นั้น คงจะเป็นไปได้ยากเพราะได้เคยมีการคุยกันของ เจ้าหน้าที่เทคนิคกองทัพอากาศไทย กับ คณะผู้แทนสหรัฐฯ (TDL CONOPS Team) เมื่อต้นปี 2013 ที่ผ่านมา
ซึ่งผลที่ได้ทางคณะผู้แทนสหรัฐฯ นั้นไม่เห็นด้วยกับวิธีแรก เนื่องจากตัวแทนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ไม่อนุญาตให้เครื่องบินรบ F-16 มี 2 LINK อยู่บนเครื่องบิน
ดังนั้นวิธีที่สองที่จะทำให้ LINK-T บนเครื่องบิน Gripen สามารถใช้งานร่วมกันกับ LINK-16 บนเครื่องบิน F-16 ตามโครงการ F-16 MLU ได้ ในเวลานั้นทางเทคนิคควรใช้การส่งข้อมูลระหว่าง LINK-T และ LINK-16 ผ่านอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า Gateway
ในภาพรวมนั้น Gateway มีหน้าที่ที่ทำให้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีที่แตกต่างกันอย่างเช่น Gripen (LINK-T) และ F-16 (LINK-16) สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ อาทิ ตำแหน่งของเครื่องบิน (Air Track Position) ซึ่งจะช่วยให้ ทอ.ไทย สามารถที่จะนำระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ระหว่าง LINK-T (Gripen) และ LINK-16 (F-16) มาใช้งานร่วมกันได้
ซึ่งตอบสนองความต้องการในการปฏิบัติการทางอากาศร่วม (Interoperability) เพื่อให้พร้อมเข้าสู่กองทัพอากาศที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (NCAF) ที่สำคัญเป็นไปตามแผนการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีระยะที่ 3

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการขยายระยะเวลาดำเนินการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี ระยะที่ 3 ออกไป เนื่องจากซอฟต์แวร์ LINK-T ที่พัฒนาโดยบริษัท SAAB ส่งมอบให้ล่าช้ากว่ากำหนดไปประมาณ 8 เดือน ส่งผลให้การศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค (Feasibility Study) ของ LINK-T ระหว่างกองทัพอากาศไทย กับ ทางการสหรัฐฯ อาทิ บริษัท Lockheed Martin จำเป็นที่จะต้องรอผลการทดสอบ LINK-T ให้เรียบร้อยก่อน
โดยรวมแล้วน่าจะเป็นสิ่งดีเพื่อให้ กองกำลังภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ เกิดความมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ LINK-T ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ร่วมกับ LINK-16 ผ่านอุปกรณ์ Gateway

จนล่วงมาถึงกลางปี 2013 ผู้แทนจากสถาบัน CSIR สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และหน่วยงาน Defence Evaluation and Research Institute (DERI) ซึ่งมีประสบการณ์ ในการพัฒนาระบบสื่อสารบนเครื่องบินรบ Gripen ร่วมกับบริษัท SAAB และเครื่องบินรบในแบบอื่นๆ
ที่ใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) ที่ต่างกัน ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า Interoperability Gateway ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้มานำเสนอการพัฒนา Gateway ให้กับกองทัพอากาศไทย สำหรับ LINK-T บน Gripen และ LINK-16 บน F-16 ให้สามารถใช้งานและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันได้
ในมุมมองทางเทคนิคสิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้ Gateway ที่มีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการนั้น คงต้องอาศัยการออกแบบที่ดีของ Translation Table ระหว่าง LINK-T และ LINK-16
ตัวอย่างเช่น ADSI Gateway ของ กองทัพอากาศสหรัฐฯ จัดว่ามีการออกแบบที่ดีของ Translation Table ระหว่าง LINK-11 (ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีเก่าของ NATO ซึ่งพัฒนาเป็น LINK-22 ในเวลาต่อมา) และ LINK-16
ในเวลานั้นทาง USPACOM และทางรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและช่วยเหลือในด้าน LINK-T ที่จะถูกนำมาใช้ร่วมกับ LINK-16 ตามโครงการ F-16 MLU ยังไม่ได้ระบุและให้คำตอบที่แน่ชัดในเรื่องนี้ ข้อมูลที่อัพเดตอยู่ในการประชุม CCIB14-1
ระบบรักษาความปลอดภัยการสื่อสาร (COMSEC)
ระบบรักษาความปลอดภัยการสื่อสาร (Communication Security: COMSEC) นั้นถือเป็นหัวข้อที่ 5 ในการประชุม CCIB13-2 โดยรวม COMSEC ถือเป็นอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกับ Key Material ใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัสการสื่อสารบน LINK-16 จัดเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในโครงการปรับปรุงเครื่องบินรบแบบ F-16 ตามโครงการ F-16 MLU
โดยมีผู้รับผิดชอบดูแลอุปกรณ์ COMSEC และ Key Material ที่เรียกว่า COMSEC Custodian ถือเป็นหนึ่งหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทย ซึ่งในการประชุม CCIB13-2 ผู้แทนสหรัฐฯ ได้กล่าวถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินงานด้าน COMSEC ตามโครงการ F-16 MLU โดยผู้แทนของกองทัพอากาศไทย ได้รายงาน
ในที่ประชุม CCIB13-2 เกี่ยวกับการสำรวจอาคารร่วมกันระหว่าง เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยและ เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่จะใช้เป็นสำนักงาน Local COMSEC Custodian และที่จัดเก็บอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกัน ที่จะใช้อาคารซ่อมบำรุงสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์กองบิน 4 (บน.4)

อีกทั้งได้รายงานความต้องการ ในการขออบรมหลักสูตร Local COMSEC Custodian ให้แก่ เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยจำนวน 14 คน ที่ได้รับอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ทำงานเตรียมรับ LINK-16 ตามโครงการ F-16 MLU
ซึ่งผลที่ได้จากการประชุม CCIB13-2 โดยทาง USPACOM แจ้งว่าจะมีการจัดตั้งและอบรม Local Comsec Custodian ให้แก่ เจ้าหน้าที่ บน.4 และ เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยไทยก่อน อันประกอบด้วย 2 หลักสูตร
หลักสูตรแรกคือ COMSEC Management เกี่ยวกับการอบรมในเรื่องของเอกสาร, ระเบียบปฏิบัติในการทำงานตามมาตรฐาน อาทิ การบริการพัสดุสาย COMSEC (NAG14C) และการควบคุมยอดพัสดุสาย COMSEC (NAG18A) ซึ่งจะใช้เวลาในการอบรมประมาณ 5 วัน
หลักสูตรสองคือ COMSEC Custodian Trainingเกี่ยวกับการอบรมในส่วนที่ต้องปฏิบัติงานร่วมกับเครื่องมือ (Hands-on) อาทิ KOI18 และ KYK13 ซึ่งจะใช้เวลาในการอบรมประมาณ 5 วัน ในส่วนวันเวลาที่ USPACOM จะดำเนินการอบรมทั้งสองหลักสูตรนั้นคาดว่าประมาณกลางปี 2014
ในมุมมองทางเทคนิค เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่ทันสมัยด้านระบบรักษาความปลอดภัยบน LINK-16 ซึ่งเจ้าหน้าที่ Local COMSEC Custodian ของกองทัพอากาศไทยไทย จะต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ COMSEC Custodian ของสหรัฐฯ โดยจะต้องปฏิบัติตามระเบียบที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
การรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Cybersecurity)
การรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ (Cybersecurity) นั้นถือเป็นหัวข้อที่ 6 ในการประชุม CCIB13-2 โดยรวมแล้วเป็นการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์และเครือข่ายที่ใช้ในการดำเนินงานทางทหาร
ในช่วงเวลานั้นกองทัพสหรัฐฯ โดยทาง USPACOM ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่อง Cybersecurity เนื่องมาจากคอมพิวเตอร์และเครือข่ายของกองทัพสหรัฐฯ นั้นถือเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ในการถูกโจมตีจากฝ่ายตรงกันข้ามของสหรัฐฯ
ประกอบกับภัยคุกคามที่น่ากลัวของกองทัพสหรัฐฯ ที่ต้องเผชิญก่อนหน้านั้นเกี่ยวกับการจารกรรมทางไซเบอร์ (Cyber Espionage) ส่วนมากเป็นการโจมตีที่มีความพยายามที่จะขโมยข้อมูลที่เป็นความลับ, ปลดหรือปิดการดำเนินงานทางทหาร โดยฝ่ายตรงกันข้ามของสหรัฐฯ อาทิ จีนและรัสเซีย
ผลที่ตามมาได้บรรจุ Cybersecurity ไว้ในเรื่องที่ต้องติดตามความก้าวหน้า (Action Item) เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพไทย โดยเริ่มนำมาติดตามความก้าวหน้าครั้งแรกในการประชุม CCIB14-1 ในส่วน CCIB13-2 ผู้แทนสหรัฐฯ มอบให้ผู้แทนของกองทัพอากาศไทย รายงานการดำเนินงานในส่วน Cybersecurity ของกองทัพอากาศไทย

ทั้งการพัฒนาเจ้าหน้าที่กองทัพอากาศไทยผ่านการอบรมหลักสูตร RTAF Cyber Security Course และการพัฒนาการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ได้พัฒนาไปพร้อมกัน โดย USPACOM ชื่นชม กองทัพอากาศไทย ที่ดำเนินงานด้าน Cybersecurity มาอย่างเป็นระบบ และพร้อมให้ความช่วยเหลือกองทัพอากาศฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับทุนการศึกษาหลักสูตร Undergraduate Cyber Training
อีกทั้งยังพร้อมให้คำแนะนำในการทำ การตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของกองทัพอากาศไทย (Wide Cyber Security Audit) โดยทาง USPACOM จะจัดทีม Cyber Working Group ของ เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ มาให้ความช่วยเหลือและแนะนำเทคนิคใหม่ๆ ให้แก่ทีม Cyber Working Group ของกองทัพอากาศไทย เป็นครั้งแรกในการประชุม CCIB14-1
ในมุมมองทางเทคนิคนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทีม Cyber Working Group ของกองทัพอากาศไทย จะได้เรียนรู้หลักการและเทคนิคใหม่ๆ ในการทำ Wide Cyber Security Audit ซึ่งถือเป็นหลักการและข้อควรปฏิบัติข้อหนึ่งในจำนวนหลายๆ ข้อของ Information Assurance (IA) ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานบนโลกไซเบอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้มา และรักษาไว้ในความเหนือชั้นของการดำเนินงานบนโลกไซเบอร์ (Cyberspace Superiority)
ข้อคิดที่ฝากไว้
จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทางเอกชนหรือหน่วยงานทางทหาร
คงมองเห็นได้ในการประชุมคณะกรรมการสั่งการและควบคุมร่วมไทย-สหรัฐฯ ครั้งที่ 45 (CCIB13-2) ที่ผู้แทนของกองทัพสหรัฐฯ และผู้แทนของกองทัพไทย เข้าร่วมหารือแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของทั้งสองประเทศ ให้สอดคล้องกับแนวความคิดทางยุทธศาสตร์ในความร่วมมือด้านความมั่นคงกับมิตรประเทศ
สิ่งสำคัญก็คือในเวลาที่ผ่านมาถือเป็นโอกาสที่ดีของกองทัพอากาศไทยที่ได้รับความรู้ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ มาสู่กองทัพอากาศของเรา อันถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของกองทัพอากาศไทยที่เกิดขึ้นในอดีตส่งผลมาจนถึง..ปัจจุบัน
อ่านบทความทั้งหมดของ น.อ.สรรสิริ สิริสันตคุปต์






