Wednesday, July 29, 2026
CybersecurityNEWSOTRansomware

องค์กรไทย ใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แค่ 0.2%

Ransomware

ฟอร์ติเน็ต เผยผลวิจัยภัยคุกคาม ชี้อาชญากรไซเบอร์ สร้างการโจมตีได้ 5 วันหลังจากมีการเปิดเผยช่องโหว่ใหม่สู่สาธารณะ ประเทศไทย ใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ 0.2% เมื่อเทียบกับรายได้ องค์กรไทย 56% เกิดภัยคุกคาม Ransomware เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า

อร์ติเน็ต เผยผลรายงาน Global Threat Landscape Report ในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 จาก FortiGuard Labs โดยรายงานฉบับล่าสุดสำหรับครึ่งปีหลัง ให้ภาพรวมสถานการณ์ภัยคุกคามปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มที่น่าจับตามองตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม ถึงธันวาคม 2023

และการวิเคราะห์ความเร็วที่ผู้โจมตีทางไซเบอร์ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ใหม่ที่ถูกค้นพบทั่วทั้งอุตสาหกรรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเพิ่มขึ้นของแรนซัมแวร์ที่เจาะจงเป้าหมายและกิจกรรมของมัลแวร์แบบไวเปอร์ ที่มุ่งทำลายข้อมูลในภาค OT และภาคอุตสาหกรรม

ประเด็นสำคัญที่พบในช่วงครึ่งหลังของปี 2023

การโจมตีเกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 4.76 วันหลังจากมีการเปิดเผยช่องโหว่ใหม่สู่สาธารณะ เช่นเดียวกับรายงาน Global Threat Landscape ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ของ FortiGuard Labs ที่พยายามหาว่าตั้งแต่เริ่มมีการเปิดเผยช่องโหว่ (Vulnerabilities) จนถึงการนำช่องโหว่ไปใช้โจมตี (Exploitation) ใช้เวลานานแค่ไหน หรือช่องโหว่ที่มีคะแนนความเสี่ยงสูง (EPSS – Exploit Prediction Scoring System) จะถูกโจมตีได้เร็วขึ้นหรือไม่ และจะสามารถคาดการณ์ระยะเวลาเฉลี่ยที่ช่องโหว่จะถูกโจมตีโดยใช้ข้อมูลจาก EPSS ได้หรือไม่

ซึ่งจากการวิเคราะห์ พบว่าครึ่งหลังของปี 2023 ผู้โจมตีสามารถนำช่องโหว่ใหม่ๆ ที่มีการเปิดเผย ไปใช้โจมตีได้เร็วขึ้นถึง 43% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2023 เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ผู้จำหน่ายจะต้องทุ่มเทอย่างจริงจังเพื่อค้นหาช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง และพัฒนาแก้ไขให้ได้ก่อนที่จะถูกโจมตีจริง (เพื่อลดกรณีการเกิดของช่องโหว่แบบซีโร่-เดย์)

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำว่าผู้จำหน่ายต้องเปิดเผยข้อมูลช่องโหว่ให้ลูกค้ารับทราบล่วงหน้าด้วยความรวดเร็วและโปร่งใส เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้ามีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับป้องกันสินทรัพย์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่ผู้โจมตีทางไซเบอร์จะสามารถโจมตีช่องโหว่นั้น (N-day Vulnerabilities)

ยังมีช่องโหว่ N-Day บางตัวที่ไม่ได้รับการแก้ไขแพตช์ (unpatched) นานเกิน 15 ปี ไม่ใช่แค่ช่องโหว่ที่เพิ่งระบุได้เท่านั้นที่ทำให้ CISOs และทีมดูแลด้านความปลอดภัยต้องกังวล จากการติดตามและเก็บข้อมูลของฟอร์ติเน็ต (Fortinet Telemetry) พบว่า 41% ขององค์กรตรวจพบการเจาะระบบจากลายเซ็น หรือ Signatures ที่มีอายุน้อยกว่าหนึ่งเดือน และเกือบทุกองค์กร (98%) ตรวจพบช่องโหว่ N-Day ที่อยู่ในระบบเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

นอกจากนี้ FortiGuard Labs ยังคงพบผู้โจมตีที่ใช้ช่องโหว่ที่มีอายุเกิน 15 ปีในการโจมตี ยิ่งเป็นการย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งกระตุ้นให้องค์กรต่างๆ รีบดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วยการแก้แพตช์พร้อมอัปเดตโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดและคำแนะนำจากองค์กรต่างๆ เช่น Network Resilience Coalition เพื่อสร้างความปลอดภัยให้เครือข่ายโดยรวมได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ช่องโหว่บนอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) ที่รู้จักกันดี โดนโจมตีน้อยกว่า 9% ในปี 2022 FortiGuard Labs ได้เปิดเผยแนวคิดของ “Red Zone” ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดีขึ้นว่าผู้โจมตีมีแนวโน้มที่จะใช้ช่องโหว่เฉพาะเจาะจงใดบ้างเพื่อการโจมตี เพื่อให้เห็นภาพ

รายงาน Global Threat Landscape สามฉบับล่าสุดได้ตรวจสอบจำนวนช่องโหว่ทั้งหมด โดยมุ่งเป้าที่อุปกรณ์ปลายทาง โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 การวิจัยพบว่า 0.7% ของช่องโหว่และช่องทางการโจมตีที่เป็นที่รู้จักในระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายทั้งหมด (CVEs: Common Vulnerabilities and Exposures) ที่พบในอุปกรณ์ปลายทางกำลังโดนโจมตี

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การโจมตีมีขนาดเล็กลงมาก ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถมุ่งเน้นและให้ความสำคัญในการแก้ไขได้ก่อน

44% ของตัวอย่างแรนซัมแวร์ และมัลแวร์ ไวเปอร์ ทั้งหมดต่างมุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรม เซ็นเซอร์ทั้งหมดของฟอร์ติเน็ต มีการตรวจพบแรนซัมแวร์ลดลงถึง 70% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2023 การชะลอตัวของแรนซัมแวร์ ที่สังเกตได้ในปีที่ผ่านมา

สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะผู้โจมตีเปลี่ยนกลยุทธ์จากการส่งมัลแวร์แบบสุ่ม (Spray and Pray) ด้วยวิธีเดิมๆ เป็นการโจมตีแบบมุ่งเป้ามากขึ้น โดยส่วนใหญ่เน้นที่อุตสาหกรรมหลัก ทั้งภาคพลังงาน เฮลธ์แคร์ การผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ ตลอดจนยานยนต์

บอทเน็ตมีความยืดหยุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ หลังตรวจพบครั้งแรก ใช้เวลาเฉลี่ยถึง 85 วันจึงจะหยุดการสื่อสารเพื่อออกคำสั่งและควบคุมมัลแวร์ได้ (C2) ในขณะที่บอททราฟิก ยังอยู่ในระดับคงที่เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2023 โดย FortiGuard Labs ยังคงเห็นบอทเน็ตซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเพิ่มขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เช่น Gh0st, Mirai, และ ZeroAccess แต่ก็มีบอทเน็ตใหม่ 3 ตัวปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ได้แก่ AndroxGh0st, Prometei, และ DarkGate

เป็นที่สังเกตุว่ากลุ่มภัยคุกคามขั้นสูง หรือ Advanced Persistent Threat (APT) จำนวน 38 กลุ่มจาก 143 กลุ่มที่ระบุโดย MITRE ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 โดย FortiRecon ซึ่งเป็นบริการป้องกันความเสี่ยงทางดิจิทัลของฟอร์ติเน็ต ระบุว่ากลุ่มภัยคุกคาม 38 ใน 143 กลุ่มที่ MITRE ติดตามมีการเคลื่อนไหวในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 โดยจากทั้งหมด Lazarus Group, Kimusky, APT28, APT29, Andariel, และ OilRig คือกลุ่มที่เคลื่อนไหวมากที่สุด

ด้วยธรรมชาติของ APT และกลุ่มไซเบอร์ของภาครัฐ จะเน้นแคมเปญสั้นๆ และเจาะจง เมื่อเทียบกับอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้แคมเปญโจมตียาวๆ จึงจำเป็นที่ FortiGuard Labs จะต้องติดตามทั้งวิวัฒนาการและปริมาณการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

การสนทนาบนเว็บมืด (Dark Web Discourse) รายงาน Global Threat Landscape Report ในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 จาก FortiRecon ให้ภาพรวมการสนทนาระหว่างผู้ก่อการคุกคามในฟอรัมบนเว็บมืด มาร์เก็ตเพลส ช่องทาง Telegram ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เผยแพร่ข้อมูลให้กับผู้ติดตามจำนวนมาก รวมถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ โดยข้อมูลที่พบมีดังต่อไปนี้

  • ผู้ก่อการคุกคามมักพูดคุยโดยพุ่งเป้าไปที่องค์กรภาคการเงินมากที่สุด ตามด้วยภาคธุรกิจบริการและภาคการศึกษา
  • มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกแชร์ไปตามฟอรัมดังๆ บนเว็บมืดมากกว่า 3,000 ครั้ง
  • มีการพูดคุยถึงช่องโหว่ 221 รายการอย่างจริงจังบนเว็บมืด (Darknet) อีกทั้งมีถกประเด็นเกี่ยวกับช่องโหว่ 237 รายการในช่องทาง Telegram
  • บัตรชำระเงิน (Payment Cards) กว่า 850,000 ใบ ถูกนำมาประกาศขาย
ประเทศไทย คนไซเบอร์ซีเคียวริตี้มีน้อย ลงทุนการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ต่ำ

ภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า “จากการสำรวจของฟอร์ติเน็ต พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนบุคลากรที่ทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทำงานแบบเต็มเวลาเพียงแค่ 2 คน ต่อพนักงาน 1 พันคน รวมถึงมีการใช้จ่ายด้านระบบการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เพียง 0.2% เมื่อเทียบกับรายได้”

“ในขณะที่ภัยคุกคามที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ชี้ถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแนวทางการรับมือ ทั้งเรื่องการพัฒนาจำนวนและทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในอุตสาหกรรม และให้ความสำคัญกับการใช้แพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพเป็นศูนย์กลางในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์”

“เพราะโซลูชันแบบดั้งเดิมที่แยกส่วนกันทำงาน ไม่สามารถจัดการกับเทคโนโลยีหลากหลาย และโมเดลการทำงานแบบไฮบริด รวมถึงการผสานรวมของ IT/OT ที่เป็นลักษณะของเครือข่ายสมัยใหม่ได้”

“แพลตฟอร์มของฟอร์ติเน็ตที่รวมการทำงานของเครือข่ายและความปลอดภัยไว้ด้วยกัน และขับเคลื่อนการทำงานด้วย AI ช่วยตอบโจทย์ความซับซ้อนในเรื่องนี้ได้ ให้การป้องกันภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุม ช่วยจัดการช่องโหว่ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น”

“กลยุทธ์แบบผสานรวมดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความซับซ้อนในการดำเนินงานแล้ว ยังช่วยให้มั่นใจว่า องค์กรจะสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยคุกคามใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้อย่างแข็งแกร่งทั้งปัจจุบันและในอนาคต”

องค์กรไทย 56% พบ Ransomware เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า

ขณะที่ ดร.รัตติพงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “จากการสำรวจของ ฟอร์ติเน็ตและไอดีซี พบ 5 อันดับภัยคุกคามไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ ภัยฟิชชิ่ง (Phishing), การโจรกรรมเอกลักษณ์บุคคล (Identity Theft), ภัยเรียกค่าไถ่ (Ransomware), ภัยช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบ (patching vulnerabilities) และ ภัยคุกคามที่อุปกรณ์ในระบบ IoT (IoT Based Attacks) โดยภัยสองตัวแรกรวมกันมีจำนวนครั้งมากกว่า 50%”

“ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ถูกการโจมตีมากที่สุด 5 อุตสาหกรรมคือ กลุ่มเทคโนโลยี, กลุ่มเฮลธ์แคร์, กลุ่มเทลเคอม, หน่วยงานของภาครัฐ และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม โดย 72% ขององค์กรในประเทศไทยรายงานว่า มีการละเมิดระบบหรือข้อมูลมากขึ้น 2 เท่าในปี 2023”

“โดยเฉพาะองค์กรไทย 56% รายงานว่าเกิดภัยคุกคาม Ransomware เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเทคนิคหรือวิธีที่ผู้ประสงค์ร้ายนิยมใช้มากที่สุดคือ ฟิชชิ่ง (Phishing), มัลแวร์ (Malware), วิศวกรรมสังคม Social Engineering, ภัยคุมคามจากภายใน (Insider threat) และการโจมตีขั้นสูงที่ได้วางแผน ล็อกเป้าหมาย (Zero-Day Exploit)”

การโจมตีที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์  

ดร.รัตติพงษ์ ให้ข้อมูลเสริมว่าอาชญากรไซเบอร์ใช้ Al เพื่อยกระดับการโจมตีที่เป็นอันตราย สร้างการโจมตีที่รวมเอาระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี Al เพื่อลดขั้นตอนของการโจมตี ซึ่งทำให้สามารถลดเวลาเฉลี่ยในการโจมตีลงได้”

“นอกจากนั้นยังมีการเกิดขึ้นของการโจมตีแบบ Generative Profiling โดยใช้การปลอมแปลงเสียงด้วย Al ที่จะใช้ในขั้นตอนแรกของกระบวนการโจมตีด้วย Al ซึ่งพบในปี 2024 รวมถึง การโจมตีประเภทอื่นๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ การกระจายรหัสผ่านที่สร้างขึ้นด้วย AI และการโจมตีด้วย AI ที่ประสงค์ร้าย”

BCT Expo