เมื่อ อธิปไตยข้อมูล กลายเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงดิจิทัลขององค์กร

“ในโลกที่ AI และข้อมูลขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ ประเด็นเรื่อง “ข้อมูลอยู่ที่ไหน และใครควบคุม” กำลังถูกยกระดับจากเรื่องเทคนิค สู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงดิจิทัลของประเทศและองค์กร Sovereign Cloud จึงไม่ใช่เพียงรูปแบบคลาวด์ แต่คือ Operating Model ใหม่ขององค์กรยุค AI
ในยุคที่ AI, Big Data และระบบอัตโนมัติเข้ามาเป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ ประเด็นด้าน Data Sovereignty หรืออธิปไตยข้อมูล กำลังถูกยกระดับจากเรื่องเทคนิค สู่ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงดิจิทัล” ที่ผู้บริหาร C-Level ไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป
โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งภาครัฐและอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมตำแหน่งที่ตั้งของข้อมูล การกำกับดูแล AI และความโปร่งใสของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มากขึ้นอย่างชัดเจน
CIO World Business มีโอกาสสัมภาษณ์ ณัฐวิชช์ ว่องสิทธิโรจน์, Regional Technical Head จาก ManageEngine เพื่อเจาะลึกมุมมองต่อแนวโน้ม Sovereign Cloud และ Cybersecurity ในยุค AI รวมถึงบทบาทของโซลูชันด้าน IT Management ในโลกที่ “Security – Compliance – Innovation” ต้องเดินไปพร้อมกัน
Sovereign Cloud: จากเทรนด์สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
ณัฐวิชช์มองว่า Sovereign_Cloud กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการของภาครัฐในการควบคุมข้อมูลระดับชาติ การกำกับดูแล AI และการยกระดับความพร้อมของเศรษฐกิจดิจิทัล
ข้อมูลตลาดสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย มูลค่าตลาด Sovereign_Cloud ทั่วโลกในปี 2024 อยู่ที่ราว 96.77 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตสู่ระดับเกือบ 649 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีเกือบ 24%
ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) IDC คาดการณ์ว่าตลาด Sovereign_Cloud จะเติบโตเฉลี่ยกว่า 31% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 36.7 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 แม้ในปัจจุบันจะมีเพียงส่วนน้อยของหน่วยงานรัฐที่มีสภาพแวดล้อม Sovereign_Cloud ที่สมบูรณ์แล้ว แต่ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึง “ดีมานด์เชิงโครงสร้าง” ที่กำลังเร่งตัวอย่างมาก
ประเทศไทยที่ก้าวสู่ยุค Sovereign_Cloud อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประเทศไทย นโยบายระดับชาติอย่าง Thailand 4.0, แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว รวมถึงกฎหมายอย่าง PDPA และแนวทาง National Cloud Policy ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรภาครัฐและเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สามารถควบคุมข้อมูลภายในประเทศได้อย่างแท้จริง
การใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทยในปี 2025 คาดว่าจะสูงเกือบ 29,000 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนในคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ตลาดบริการคลาวด์โดยรวมของไทยมีแนวโน้มเติบโตจาก 2.9 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2025 สู่กว่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2033
ภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ข้อมูลสาธารณสุขระดับชาติ ระบบการเงิน Digital ID และสมาร์ตซิตี้ ล้วนต้องการสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่ง Sovereign_Cloud กำลังกลายเป็น “ตัวเลือกพื้นฐาน” มากกว่าทางเลือกเสริม
Sovereign_Cloud ไม่ใช่แค่คลาวด์รูปแบบหนึ่ง แต่คือ Operating Model ใหม่
ในมุมของ ManageEngine ณัฐวิชช์อธิบายว่า Sovereign Cloud ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกกึ่งกลางระหว่าง Public Cloud และ On-Premises แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น Operating Model แบบที่สาม ขององค์กรยุคใหม่
จุดเด่นของ Sovereign Cloud คือความสามารถในการควบคุม Data Residency, Logging และ Audit Trail, การกำกับดูแล AI และการปฏิบัติตามกฎหมายรวมถึงมาตรฐานภายในประเทศ
ขณะเดียวกันยังคงได้รับประโยชน์จากคลาวด์ เช่น Scalability, Low-Latency Processing และการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hybrid ได้อย่างยืดหยุ่น
ความแตกต่างระหว่าง Sovereign_Cloud และ Public Cloud ในมุม Security
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Sovereign_Cloud และ Public Cloud ทั่วไป อยู่ที่ระดับของ การควบคุมและความโปร่งใส
Sovereign_Cloud รับประกันว่าข้อมูลทั้งหมด รวมถึง Logs, Metadata และ Encryption Keys จะถูกจัดเก็บและบริหารจัดการภายใต้ขอบเขตกฎหมายของประเทศเดียวกัน พร้อมระบบตรวจสอบที่ชัดเจน และ SOC ภายในประเทศ
ในขณะที่ Public Cloud มักมีการกระจายการดำเนินงานและบุคลากรข้ามพรมแดน ซึ่งอาจจำกัดการมองเห็นและการควบคุมในบางมิติ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวด
บทบาทของ ManageEngine: ควบคุมข้อมูลโดยไม่ลดทอนนวัตกรรม
ManageEngine สนับสนุนแนวคิด Sovereign_Cloud ผ่านโซลูชันด้าน Log Management, Identity & Access Management และ Privileged Access Management ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ On-Premises, Hybrid และ Sovereign_Cloud ภายในประเทศ
องค์กรสามารถกำหนดได้อย่างชัดเจนว่า
- Logs และข้อมูลการจัดการไอทีจะถูกเก็บที่ใด
- ใครมีสิทธิ์เข้าถึง
- และข้อมูลสำคัญจะไม่ออกนอกขอบเขตที่กำหนด
ขณะเดียวกัน ความสามารถด้าน AI และ Automation เช่นใน PAM360 และ Log360 ยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพภายใต้ข้อจำกัดของ Sovereign_Cloud
Sovereign Cloud โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว
ในระยะยาว Sovereign_Cloud ไม่ใช่ข้อจำกัดต่อ AI และ Big Data หากแต่เป็นกรอบที่ช่วยให้องค์กรสร้างนวัตกรรมได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย กฎหมาย และความโปร่งใส
ณัฐวิชช์ ทิ้งท้ายว่า “ผู้บริหาร C-Level ควรมอง Digital Sovereignty เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี โดยการเลือกพันธมิตรที่มีความโปร่งใส รองรับ Hybrid Cloud และมีเครื่องมือกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่าง Security – Compliance – Innovation ในโลกดิจิทัลยุคใหม่”






