
“Tokenization จะเป็นมากกว่าเครื่องมือด้านความปลอดภัย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลสามารถขยายตัวได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลของ ประเทศไทย เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มบริการดิจิทัล และรูปแบบธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวได้นำมาซึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ “ความเชื่อมั่น” ในระบบการชำระเงินดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจยุคใหม่
ในบริบทนี้ เทคโนโลยี Tokenization กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความปลอดภัยทางการเงินดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการระบบการชำระเงินระดับโลกอย่าง Visa ได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Omise เพื่อขยายการใช้งาน Visa Network Tokenization ให้กับร้านค้าในประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านสำคัญของโครงสร้างระบบการชำระเงิน จากการปกป้องข้อมูลแบบดั้งเดิม สู่การออกแบบระบบที่ปลอดภัยตั้งแต่ระดับสถาปัตยกรรม
เมื่อ Digital Commerce เติบโต ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตาม
การชำระเงินออนไลน์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะธุรกรรมประเภท Card-Not-Present (CNP) ซึ่งผู้ถือบัตรไม่ได้แสดงบัตรจริง ณ จุดชำระเงิน ได้กลายเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าออนไลน์ การสมัครบริการแบบ Subscription หรือการใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ
อย่างไรก็ตาม รูปแบบธุรกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติ เนื่องจากต้องใช้ข้อมูลหน้าบัตร เช่น หมายเลขบัตร วันหมดอายุ และรหัสความปลอดภัย ซึ่งอาจตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ หากข้อมูลดังกล่าวถูกขโมยหรือรั่วไหล อาจนำไปสู่การฉ้อโกง การเรียกคืนเงิน (chargeback) และความเสียหายต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ
ในระดับมหภาค ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม
Tokenization การเปลี่ยนโครงสร้างความปลอดภัยของระบบการชำระเงิน
Tokenization คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยตรง โดยแทนที่จะใช้ข้อมูลบัตรจริง ระบบจะสร้าง “Token” หรือรหัสดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมาแทน Token นี้จะถูกใช้ในการทำธุรกรรม โดยที่ข้อมูลบัตรจริงจะไม่ถูกเปิดเผยหรือจัดเก็บในระบบของร้านค้า
กลไกสำคัญของ Tokenization อยู่ที่การแยก “ข้อมูลที่มีมูลค่า” ออกจาก “กระบวนการใช้งาน” อย่างสมบูรณ์ แม้ว่า Token จะถูกดักจับหรือขโมย ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้ เนื่องจาก Token ถูกออกแบบให้ใช้งานได้เฉพาะร้านค้า อุปกรณ์ หรือช่องทางที่กำหนดไว้เท่านั้น
นอกจากนี้ เทคโนโลยี Network_Tokenization ยังเพิ่มชั้นความปลอดภัยด้วยการใช้รหัส Cryptogram แบบไดนามิก ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นใหม่สำหรับแต่ละธุรกรรม ทำให้แม้ข้อมูลธุรกรรมจะถูกดักจับ ก็ไม่สามารถนำไปใช้ซ้ำได้
ที่สำคัญ ระบบยังสามารถจัดการวงจรชีวิตของข้อมูลบัตรโดยอัตโนมัติ (Lifecycle Management) เช่น เมื่อบัตรหมดอายุ สูญหาย หรือมีการออกบัตรใหม่ Token จะถูกอัปเดตโดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงของธุรกรรมล้มเหลว และช่วยให้บริการที่ต้องชำระเงินต่อเนื่องสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด
จากเครื่องมือด้านความปลอดภัย สู่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนรายได้
แม้ Tokenization_จะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้านความปลอดภัย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับขยายไปไกลกว่านั้น โดยส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพทางธุรกิจและรายได้ของผู้ประกอบการ
ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า การใช้ Network_Tokenization สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยบางกรณีสามารถลดได้สูงสุดถึงประมาณ 58% ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มอัตราการอนุมัติธุรกรรม (Authorisation Rate) ได้เฉลี่ยราว 4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความหมายอย่างมากในธุรกิจที่มีปริมาณธุรกรรมสูง
การเพิ่มขึ้นของอัตราการอนุมัติธุรกรรมเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ สามารถแปลเป็นรายได้เพิ่มเติมจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในธุรกิจอีคอมเมิร์ซและบริการแบบ Subscription ที่พึ่งพาระบบการชำระเงินอัตโนมัติ
ในระดับโลก เทคโนโลยี_Tokenization มีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ให้กับระบบอีคอมเมิร์ซรวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และช่วยลดความสูญเสียจากการฉ้อโกงได้มากกว่า 650 ล้านดอลลาร์ในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ Tokenization_ในฐานะ Revenue Enabler ไม่ใช่เพียง Security Feature
ความร่วมมือ Visa และ Omise ที่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Digital Payment ไทย
ความร่วมมือระหว่าง Visa และ Omise มีเป้าหมายเพื่อทำให้ร้านค้าในประเทศไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี Network_Tokenization ได้อย่างกว้างขวาง ผ่านการผสานรวมเข้ากับระบบการรับชำระเงินที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว
Omise ในฐานะผู้ให้บริการ Payment Gateway ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลในประเทศ ทำให้ร้านค้าทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบการชำระเงินได้โดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่
ความร่วมมือนี้ยังมีนัยสำคัญในระดับโครงสร้าง เนื่องจากช่วยวางรากฐานของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
มุมมองจาก Visa สร้างความเชื่อมั่นเป็นหัวใจของ Digital Economy
อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย กล่าวว่า เทคโนโลยี_Tokenization เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาระบบการชำระเงินดิจิทัลในยุคปัจจุบัน
“Tokenization_เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยของระบบการชำระเงินดิจิทัล โดยช่วยปกป้องข้อมูลของผู้บริโภคและลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกง ขณะเดียวกันยังช่วยให้ร้านค้าสามารถเพิ่มอัตราการอนุมัติธุรกรรม และมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นยิ่งขึ้น”
เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือกับ Omise จะช่วยให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงร้านค้าไทยได้ในวงกว้าง และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างมั่นคง
Tokenization_รากฐานของความสามารถในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ในภาพรวม การพัฒนาระบบการชำระเงินที่ปลอดภัยไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคโนโลยี แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งต้องอาศัย “Digital Trust” เป็นรากฐาน ผู้บริโภคต้องมั่นใจว่าข้อมูลของตนได้รับการปกป้อง ขณะที่ธุรกิจต้องมั่นใจว่าระบบการชำระเงินสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
Tokenization_จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือด้านความปลอดภัย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลสามารถขยายตัวได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน
ในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระดับโครงสร้างจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดผู้ชนะในเศรษฐกิจยุคใหม่ และ_Tokenization กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่กำลังวางรากฐานของอนาคตดังกล่าวสำหรับประเทศไทย
Featured Image: rawpixel.com






