Wednesday, March 25, 2026
NEWS

Inspire IVF เปิด Telemedicine IVF แห่งแรกอาเซียน

Inspire IVF เปิด Telemedicine IVF แห่งแรกในอาเซียน ผสาน AI พลิกโฉมการรักษาผู้มีบุตรยาก ยกระดับ Fertility Care แบบไร้พรมแดน เชื่อมผู้ป่วยทั่วโลกสู่การรักษาในประเทศไทย

ริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศเปิดตัว “Inspire IVF Telemedicine Service” แพลตฟอร์มการดูแลรักษาผู้มีบุตรยากทางไกลที่ผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) เข้ากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยจากทุกที่ในโลกอย่างต่อเนื่อง
การเปิดตัวแพลตฟอร์มดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Fertility Care ในภูมิภาค และตอกย้ำบทบาทของ Inspire IVF ในฐานะ ผู้บุกเบิก Telemedicine IVF แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการรักษาภาวะมีบุตรยาก และขยายการเข้าถึงบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ในระดับนานาชาติ
แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Simplicity in Every Step” ซึ่งมุ่งลดความซับซ้อนของกระบวนการรักษา เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงทีมแพทย์ และยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการให้ใกล้ชิดและต่อเนื่องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้รับบริการจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ที่ต้องการวางแผนการรักษาล่วงหน้าก่อนเดินทางมายังประเทศไทย
Inspire IVF เป็นหนึ่งในศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล โดยเป็นคลินิกเฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากรายแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) และ ISO 9001 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของบริการทางการแพทย์ในระดับสากล
นอกจากนี้ Inspire IVF ยังเป็น ศูนย์ IVF รายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TEMOS จากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ประเมินคุณภาพบริการด้านการแพทย์สำหรับผู้ป่วยนานาชาติ (International Patient Care) สะท้อนถึงความพร้อมของระบบการรักษา บุคลากรทางการแพทย์ และมาตรฐานการให้บริการที่เทียบเท่าศูนย์การแพทย์ชั้นนำระดับโลก
ด้วยมาตรฐานดังกล่าว Inspire IVF จึงสามารถยกระดับคุณภาพการรักษาและประสบการณ์ของผู้รับบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมอัตราความสำเร็จในการรักษาที่สูงถึง 70–76% ตามมาตรฐานทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทางการแพทย์ของศูนย์ฯ
เกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” เปิดเผยว่า “ภาวะมีบุตรยากกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพของคนทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภาวะมีบุตรยากกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยจำนวนผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการบริการรักษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ง่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามผู้รับบริการจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลา และการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยความท้าทายเหล่านี้ Inspire IVF จึงพัฒนา ‘Inspire IVF Telemedicine Service’ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเริ่มต้นวางแผนการรักษา ปรึกษาแพทย์ และติดตามผลการรักษาได้จากทุกที่ในโลก”
“เราเชื่อว่า Telemedicine ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยให้มีความต่อเนื่อง เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้รับบริการในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงการรักษามาตรฐานสากลในประเทศไทยได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่นคู่สมรสที่อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ สามารถปรึกษาแพทย์ วางแผนการรักษา ทบทวนผลตรวจ และรับคำแนะนำเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งช่วยลดจำนวนครั้งในการเดินทาง ประหยัดเวลา และยังคงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน” เกศิณี กล่าว
บริการ Inspire IVF Telemedicine Service ถูกออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์การรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
  • Real-time Consultation: ปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งการประเมินเบื้องต้น การวางแผนการรักษา และการติดตามผลการรักษา
  • AI Social Chatbot & 24/7 Support:  ระบบ AI อัจฉริยะช่วยตอบคำถามเบื้องต้น แจ้งเตือนนัดหมาย และให้คำแนะนำสำคัญในการดูแลตัวเองระหว่างการรักษาตลอด 24 ชั่วโมง
  • Multi-language Support: รองรับการให้บริการหลายภาษา เพื่อดูแลผู้รับบริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไร้รอยต่อ
  • High Security Standard: ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความลับทางการแพทย์
การเปิดตัว Telemedicine IVF ในครั้งนี้ ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ Medical Hub ด้าน Fertility Care โดยช่วยให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกสามารถเริ่มต้นวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ประเทศต้นทาง ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการรักษา เสริมศักยภาพด้าน Fertility Tourism และยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการต่างชาติ
การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ
เกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า “Inspire IVF ยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว โดยบริษัทได้วางแนวทางการเติบโตผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ 2. การศึกษาการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ พิจารณาการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพทั้ง Healthcare และ Non-Healthcare และ 3. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Artificial Intelligence และ Robotic Technology สำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในอนาคต”
ภายใต้แผนธุรกิจระยะกลางระหว่างปี 2569–2571 ตามที่นำเสนอในโครงการ SET Jump+ บริษัทเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยี การยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของผู้รับบริการ และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ Inspire IVF เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
“Inspire IVF จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและรูปแบบการดูแลผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การรักษาภาวะมีบุตรยากเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ตามแนวคิด ‘Simplicity in Every Step’” เกศิณี กล่าวสรุป