Sunday, January 25, 2026
ArticlesColumnistDr.Kriengsak Chareonwongsak

รัฐธรรมนูญ กับอนาคตการเมืองไทย

รัฐธรรมนูญ
credit: Wikipedia; Democracy Monument, Photographer: Nawit science

ผู้เขียนขอชวนผู้อ่านทุกท่าน ร่วมกันบริหารสมองในหัวเรื่อง รัฐธรรมนูญกับอนาคตการเมืองไทย ที่ยึดโยง ส่งผลโดยตรงกับอำนาจรัฐ สิทธิเสรีภาพประชาชน และกลไกการถ่วงดุลและความโปร่งใสในการขับเคลื่อนประเทศ

ม้ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดจะสมบูรณ์แบบ แต่รัฐธรรมนูญก็มีความจำเป็นต้องเขียนให้เกิดอุตมภาพที่มีช่องโหว่การตีความน้อยที่สุดและมีผลลัพธ์ที่ดีต่อชาติและประชาชนที่สุด

รัฐธรรมนูญมิได้เป็นเพียงกฎหมายเล่มหนาที่อ่านและเข้าใจยาก แต่แท้จริงแล้วคือ สัญญาแห่งอนาคต หรือ ข้อตกลงร่วมกันของคนทั้งชาติ เพื่อกำหนดวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาและหลักการที่สำคัญ 

รัฐธรรมนูญจึงเปรียบเสมือน แผนที่แห่งอำนาจและคุณค่า โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการคือ 1) จำกัดอำนาจรัฐ 2) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 3) วางกลไกถ่วงดุลอำนาจ ให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เป้าหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญคือ เพื่อชาติและประชาชน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยเผชิญคือ การมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว มากกว่า 20 ฉบับ ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก สิ่งนี้สะท้อนว่าคนในชาติยังไม่สามารถตกลงกันได้อย่างแท้จริงว่า เราจะอยู่ร่วมกันในประเทศนี้แบบไหน

รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับสุดท้ายที่ใช้ในปัจจุบัน ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2557 และถูกออกแบบมาเพื่อสร้าง เสถียรภาพผ่านการควบคุม มากกว่าเสถียรภาพผ่านสัมมาฉันทามติของประชาชน

การวิเคราะห์ปัญหาเชิงรูปธรรมและกับดักอำนาจจากรัฐธรรมนูญ

ผู้เขียน: ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI) ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ผู้เชี่ยวชาญ เศรษฐศาสตร์ นโยบายการศึกษา การต่างประเทศ สังคม การเมือง การศึกษา

อนาคตของการเมืองไทยถูกบั่นทอนจากวังวนการเมือง 2 แบบที่ดำเนินมาตลอด 94 ปีของประชาธิปไตย หนึ่งคือ การเมืองแบบใช้เงิน (Cash Politics) ซึ่งมาจากการใช้ทุนและอำนาจของเจ้าบุญทุ่มหรือ บ้านใหญ่ 

และสองคือ การเมืองแบบยึดอำนาจ (Coup Politics) ซึ่งใช้การรัฐประหารเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญและร่างกติกามาเพื่อสกัดกั้นการเลือกตั้ง แบบใช้เงินซื้อเสียง

ขณะที่โมเดลการเมืองที่พึงประสงค์ของผู้เขียน คือ การเมืองภาคพลเมือง (Civic Politics) ซึ่งประชาชนมีส่วนรับผิดชอบอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อมาเลือกคนที่ดีที่สุดจากตัวเลือกคนทั้งประเทศมาทำหน้าที่ แต่โมเดลนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย

การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การทำลายวงจรดังกล่าว กรณีศึกษาคือปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการทำงานของฝ่ายผู้ใช้อำนาจ

ปัญหาเชิงรูปธรรมจากรัฐธรรมนูญ 2560

  1. กลไกการสืบทอดอำนาจและการขาดความยึดโยงกับประชาชน: รัฐธรรมนูญ 2560 มีลักษณะของการสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านการให้อำนาจวุฒิสภา (สว.) 250 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง สว.ชุดนี้มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ สิ่งนี้เห็นผลชัดเจนในการเลือกนายกฯ หลังปี 2566 ที่ สว. มีอำนาจสกัดอำนาจของพรรการเมืองได้มาก
  2. การควบคุมรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดยยุทธศาสตร์ชาติ: รัฐบาลจากการเลือกตั้งถูกผูกมัดกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ขาดพลวัตในกลไก หากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้ หากวินิจฉัยว่าขัดแย้ง อาจนำไปสู่การดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอาจถูกปลดจากองค์กรอิสระที่มีที่มาเชื่อมโยงกับ คสช. ซึ่งทำให้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง กระดิกยาก จนเกินไป
  3. กลไกตรวจสอบที่ไร้สมดุลและอำนาจสูง: องค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญขาดความยึดโยงกับประชาชนอย่างเพียงพอเมื่อเทียบกับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่มีอำนาจสูงในการยุบพรรคการเมืองภายใต้เงื่อนไขที่กว้างขวาง เช่น การกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ ตัดสิทธิประชาชน ในการเข้าชื่อเพื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงออกไป
  4. มาตรฐานจริยธรรมที่ใช้จัดการทางการเมือง รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มี มาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นสามารถสั่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตได้ หากศาลฎีกาตัดสินว่ามีการกระทำผิดอย่างร้ายแรง การใช้ถ้อยคำที่เป็นนามธรรมสูงทำให้เกิดปัญหาการตีความอย่างกว้างและแคบได้ และนำไปสู่จริย-นิติสงครามมากมายได้ในที่สุด

ปัญหาเชิงผู้ใช้และวัฒนธรรมทางการเมือง

รัฐธรรมนูญจะเป็นเพียง เครื่องมือ บนกระดาษ และ คน คือผู้ใช้เครื่องมือนั้น แม้จะเขียนกฎหมายดีเพียงใด แต่ถ้าคนในระบบยังไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีงาม รัฐธรรมนูญก็จะไร้ความหมาย ปัญหาคือ

  1. การขาดบุคลากรที่มีคุณภาพสูง: รัฐจำเป็นต้องมีผู้นำที่ดี มีคนมีคุณภาพ เป็นคน ดี เก่ง กล้า ไม่โกงกินชาติบ้านเมืองมีความรู้ความสามารถและกล้ายืนหยัดในทางที่ถูกต้อง แต่ระบบกลับไม่ได้คัดเลือกคนเหล่านี้เข้ามาทำหน้าที่อำนาจรัฐทั้งสาม
  2. ดุลพินิจที่ตามอำเภอใจ: การตีความและประยุกต์ใช้กฎหมายมักมีช่องโหว่เสมอ หากผู้ใช้อำนาจใช้ดุลพินิจโดยอำเภอใจหรือใช้กฎหมายมาเล่นเกมศรีธนนชัยอย่างไม่ถูกต้อง

ข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรมเพื่อการปรับใช้ในการแก้ไขปัญหา

เพื่อให้รัฐธรรมนูญและอนาคตทางการเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การปฏิรูปควรครอบคลุมทั้งมิติต่างๆ ดังนี้

การปฏิรูปเชิงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ (Process Reform)

  1. การร่างรัฐธรรมนูญบนฐานงานวิจัย (Research-Based Constitution) การออกแบบกลไกทางการเมืองและกฎหมายต้องมีรากฐานจาก หลักฐาน การวิจัย ข้อมูล ข้อเท็จจริง และกรณีศึกษาจากนานาประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้กลไกที่เหมาะสมกับบริบทไทยอย่างแท้จริง แทนที่จะเป็นการออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ผู้มีอำนาจ
  2. การร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งหลักการใหญ่ (Living Constitution) ควรหลีกเลี่ยงการเขียนแบบ ละเอียดถี่ยิบ เพราะจะทำให้ต้องมีการแก้ไขบ่อยครั้ง แต่ควรมุ่งเขียน หลักใหญ่ๆ เพื่อให้สามารถไปประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ควรมีระบบ ทบทวนเป็นระยะ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้เท่าทันบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
  3. การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีคุณภาพ (Participatory Constitution) รัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน ต้องเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การร่าง แต่การถามประชาชนต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นคำถามที่ ตื้นๆ หรือชี้นำกำกวม และต้องใช้เหตุผลและความสุขุมคัมภีรภาพในการถกเถียง

การปฏิรูปเชิงคุณค่าและการตีความ (Value-Based and Interpretative Reform)

  1. การปลูกฝังจริยธรรมทางอำนาจ (Ethics-Driven Constitution) รัฐธรรมนูญต้องมุ่งสร้าง วัฒนธรรมรับผิดชอบ (Accountability Culture) โดยมีหลักคุณธรรม และต้องส่งเสริมให้ได้มาซึ่งคนที่ดี เก่ง และกล้า
  2. การตีความกฎหมายตามผลลัพธ์แห่งเจตนา (IntenteorialOutcome-Based Interpretation) เมื่อต้องมีการตีความกฎหมาย ต้องตีความตามเจตนาของผลลัพธ์ ที่ต้องการให้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เขียน มิใช่ตีความตามตัวอักษรหรือเจตนาของผู้เขียนเพียงอย่างเดียว และผลลัพธ์ที่ดีย่อมต้องมี 3 หลักการอยู่เบื้องหลัง คือ ความเหมาะควร (Righteousness), ความชอบธรรม (Legitimacy), และ ประสิทธิสภาพ (Efficacy)
  3. การยุติจริย-นิติสงคราม เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันทางกฎหมายหรือจริยธรรม จะต้อง สงบศึก ด้วย สันติวิธี และ ถูกทำนองคลองธรรม และไม่ควรใช้ความรุนแรง หรือการล้มล้างโดยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

การแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างอำนาจรัฐ

  1. สร้างสมดุลอำนาจระหว่างผู้ใช้อำนาจ อำนาจรัฐ (บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ) ต้องมี พอประมาณ และต้องถ่วงดุลกันไว้ด้วย องค์คณะ เพราะผู้ใช้อำนาจทุกคนต่างเป็น มนุษย์เดินดิน ไม่ได้มีความสมบูรณ์เป็นเทวดา
  2. การปฏิรูปองค์กรอิสระและการสรรหา ต้องพิจารณาให้องค์กรอิสระมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น และที่สำคัญคือต้องเถียงหลักการกรอบมโนทัศน์ให้สุดตกผลึกแนวคิดก่อนไปร่างรายมาตรา ว่าองค์กรอิสระควรมีอำนาจแค่ไหน ภายใต้เงื่อนไขใด โดยมุ่งเน้นที่การได้มาซึ่งผลลัพธ์ ที่มี ประสิทธิภาพ ความชอบธรรม และความเหมาะควร
  3. การปฏิรูปการสรรหาผู้นำ ต้องเขียนกฎกติกาเพื่อได้ นายกฯ ที่ดีที่สุดในสายตาประชาชนมาเป็นผู้สมัคร และการสรรหาผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งหมดต้องมุ่งให้ได้มาซึ่งคนที่มี คุณธรรม และ ไม่ลำเอียง มีความดีงาม มีสติปัญญามีความรู้ความเข้าใจ

บทสรุป อนาคตการเมืองไทยเริ่มที่ จิตสำนึก

ในท้ายที่สุด รัฐธรรมนูญจะเป็นเพียงเครื่องมือบนกระดาษ รัฐธรรมนูญไม่ว่าจะร่างดีเท่าไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนประเทศในชั่วข้ามคืน แต่ต้องมีความพยายามเปลี่ยนให้มีธรรมะปัญญารู้คิดของคนในประเทศ

เราไม่ควรฝากความหวังเกินจริงไว้กับการเขียนกฎหมาย เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเขียนได้ดีทั้งหมดหรือเสียทั้งหมด รัฐธรรมนูญคือ เมล็ดพันธุ์ และประชาชนคือ ดิน เมล็ดพันธุ์จะเติบโตได้ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าดินนั้นอุดมสมบูรณ์เพียงใด

อนาคตของการเมืองไทยจึงไม่ได้เริ่มจากรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบ (ซึ่งไม่มีอยู่จริง) แต่เริ่มต้นจาก ประชาชนที่เข้มแข็งพอจะสร้างรัฐธรรมนูญที่มีอุตมภาพดีพอประมาณ จะใช้ประยุกต์กับสังคมที่จะพลวัตเรื่อยไปในอนาคตได้ 

เพราะการเมืองเป็นเรื่อง ดีงาม และเป็นเรื่องเพื่อส่วนรวม ดังนั้นทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมและไม่นิ่งเฉย เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักที่ยืดเยื้อมานานด้วยการแปลงโฉมสาระประเทศให้วัฒนาถาวรสถาพรตลอดไป

อ่านบทความทั้งหมดของ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

Featured Image: Wikipedia; Democracy Monument, Photographer: Nawit science