Wednesday, March 25, 2026
EnergyNEWS

ดร.แดน เผย 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน

ไอเอฟดีโพล

ไอเอฟดีโพล รายงานผลสำรวจสถานการณ์น้ำมัน พบประชาชนไม่เชื่อมือรัฐบาล ปม น้ำมันขาดแคลน ชี้ ให้อุดหนุนพุ่งเฉพาะกลุ่มเท่าที่จำเป็น พร้อม 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน

มื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา ไอเอฟดีโพล และเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และ จิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์

แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง น้ำมันแพง-ขาด: ประชาชนไม่เชื่อมือรัฐ ให้หนุนอุดหนุนเท่าที่จำเป็น กลุ่มตัวอย่าง 1,201 ราย สำรวจช่วง 17-19 มี.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3% 

โดยผลไอเอฟดีโพลสะท้อนว่า ประชาชนมองปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาดมาจากหลายปัจจัย โดยชี้ไปที่ วิกฤตโลกคุมไม่ได้ 44.63% รัฐรับมือช้า 43.80% และผลประโยชน์ทับซ้อน 39.05% เป็นสาเหตุหลัก 

เมื่อถามถึงแนวทางอุดหนุนที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่เลือก อุดหนุนเท่าที่จำเป็น 36.64% รองลงมาคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น 22.72% และหยุดอุดหนุนแล้วรื้อโครงสร้างราคา 21.07%

ด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่น 75.85% ภาพรวมจึงชัดว่า แม้ประชาชนจะยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ยังเห็นว่ารัฐต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นมากกว่านี้

ผล ไอเอฟดีโพล พบว่า เมื่อสำรวจความเห็นประชาชนถึงสาเหตุของปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาด พบว่าประชาชนเลือก วิกฤตโลกคุมไม่ได้ สงครามและราคาน้ำมันโลกพุ่ง สูงสุด 44.63% ตามด้วย รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทัน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด 43.80% และ ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่กล้ารื้อโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม 39.05%

ขณะที่ ประชาชนแห่เติมน้ำมัน ตื่นตระหนกจนปั๊มขาดช่วง อยู่ที่ 24.15%, นายทุนกักตุนเก็งกำไร 21.15%, โรงกลั่นกำไรเกินควร 12.99%, ภาษีซ้ำซ้อน 11.57% และ ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 2.50%

เมื่อถามว่า รัฐควรอุดหนุนน้ำมันแบบไหนจึงเหมาะสมที่สุด ประชาชนเลือก อุดหนุนเท่าที่จำเป็น: ช่วยให้ราคาไม่พุ่งเร็วเกินไป มากที่สุด 36.64% รองลงมาคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น เช่น ขนส่ง สาธารณะ กู้ภัย เกษตรกร 22.72%

หยุดอุดหนุน รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม 21.07% และ อุดหนุนเต็มที่ ตรึงราคาแม้ต้องกู้เพิ่ม 12.57% ส่วนผู้ตอบไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 6.58% และคำตอบอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายควรช่วยกันรับภาระ และรัฐควรเสนอทางออกเพิ่มเติม ฯลฯ มี 0.42%

นอกจากนั้นในด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้วิกฤตน้ำมันแพง-ขาด พบว่า ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่น 45.46% และไม่เชื่อมั่นเลย 30.39% รวมผู้ไม่เชื่อมั่น 75.85% ขณะที่ค่อนข้างเชื่อมั่น 19.07% และเชื่อมั่นมาก 1.92% รวมผู้เชื่อมั่น 20.99% ส่วนไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 3.16% 

สะท้อนว่า ประชาชนยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ไม่ได้ยกเว้นความรับผิดชอบให้รัฐและยังต้องการมาตรการที่ตรงจุดมากกว่าการอุ้มราคาแบบไร้ขอบเขต

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 6 นัยยะและ 5 ข้อเสนอแนะ ดังนี้

6 นัยยสำคัญจากผลโพล

1) วิกฤตศรัทธา ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล 75.85% ประชาชนมองว่าการแก้ปัญหาของรัฐติดหล่ม “ไม่เร็ว-ไม่ทัน-ไม่ได้-ไม่ถูก” กล่าวคือ ไม่เร็ว-รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทันและแก้ไม่ตรงจุด (43.80%) ไม่ทัน-น้ำมันขาดโดยประชาชนตื่นตระหนกแห่เติมน้ำมันจนขาดปั๊ม (24.15%) ไม่ได้-แก้อะไรไม่ได้เพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนและนายทุนกักตุนเก็งกำไร (รวม 60.20%) และยังไม่ถูก-เก็บภาษีซ้อนทับจนราคาพุ่งซึ่งไม่ถูก (11.57%) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน

2) ต้นตอปัญหา โลกและรัฐบาลรับผิดชอบคนละครึ่ง ประชาชนมองสาเหตุของวิกฤตว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลักที่น้ำหนักพอๆ กัน คือ ปัจจัยจากวิกฤตโลกสงครามและราคาน้ำมันพุ่งที่ควบคุมไม่ได้ (44.63%) และความล้มเหลวในการรับมือของรัฐบาลเอง (43.80%)

3) น้ำมันแพงเรื้อรัง รัฐดูแลกลุ่มทุน ไม่เห็นหัวประชาชน สังคมกำลังตั้งคำถามหนักหน่วง สะท้อนจากความเชื่อที่ว่าโครงสร้างราคามีผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) ไม่มีมาตรการจัดการกับนายทุนกักตุนเก็งกำไร (21.15%) รวมถึงการให้โรงกลั่นค้ากำไรเกินควร (12.99%)

4) ระเบิดเวลาแห่งความอัดอั้น ความไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลกำลังสะสมตัวกลายเป็นระเบิดเวลา จากการที่ประชาชนมองเห็นชัดเจนว่ากลไกราคาในปัจจุบันไม่เป็นธรรม เอื้อให้เกิดกำไรเกินควร

5) เรียกร้องรัฐ อุดหนุนอย่างฉลาด-ไม่โง่ เสียงสะท้อนรวม 80.43% ต้องการให้เปลี่ยนวิธีอุดหนุน โดยแบ่งเป็นการอุดหนุนเท่าที่จำเป็นเพื่อชะลอราคาพุ่ง (36.64%) มุ่งเป้าช่วยกลุ่มที่จำเป็นและกลุ่มเปราะบาง เช่น ขนส่งสาธารณะ กู้ภัย และเกษตรกร ฯลฯ (22.72%) รวมถึงกลุ่มที่เสนอให้หยุดอุดหนุนไปเลย เพื่อนำไปสู่การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน (21.07%)

6) บทสรุป การเมืองเรื่องพลังงาน ปัญหาทั้งหมดคิดเป็นมิติทางการเมืองเรื่องพลังงานสูงถึง 82.85% สะท้อนจากปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพในการบริหาร (43.80%) และผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) อีกทั้งรัฐจึงควรพิจารณามาตรการอื่นร่วม เช่น การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อดึงกำไรส่วนเกินมาใช้เพื่อประเทศส่วนรวม

ส่วน 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน คือ

1) อย่ากู้มาอุ้มราคา รัฐต้องหยุดวงจรการกู้เงินเพื่อมาพยุงราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแห เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังเป็นการสร้างหนี้สาธารณะก้อนโตทิ้งไว้เป็นภาระผูกพันให้กับประเทศในระยะยาว

2) เลิกภาษีซ้ำซ้อน ถึงเวลาต้องกล้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือนและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่างๆ ที่ทับซ้อนกันหลายชั้น เพื่อทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

3) กู้ศรัทธาด้วยความโปร่งใส รัฐบาลต้องกล้า พูดความจริง กับสังคม และยกระดับการตรวจสอบด้วยระบบ Open Data ผ่านเทคโนโลยี Blockchain หรืออื่นๆ ในทุกกระบวนการแบบ Real-time เพื่อใช้ดิจิทัลติดตามสต็อกน้ำมันทั้งระบบ การไหลของเงินที่ชัดเจน ฯลฯ และจัดการน้ำมันเถื่อนได้

4) ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า เลิกนโยบายหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวม แล้วเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือเจาะจง (Targeted) เพื่อประคองคนตัวเล็ก และกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง เช่น ภาคขนส่งหรือเกษตรกร ฯลฯ เพื่อใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศมากที่สุด  

5) สร้างความมั่นคงด้วยพลังงานทางเลือก ต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นแรงส่งการพัฒนาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนจริงจัง เพื่อลดพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลกที่ผันผวน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศระยะยาว