ส่องนโยบายดิจิทัลเลือกตั้ง 2569 ใครพร้อมพาไทยสู่เศรษฐกิจ AI?

“การหาเสียงเลือกตั้ง สส. นโยบายด้านเทคโนโลยี ไอซีที และดิจิทัล กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพประเทศในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาว CIO World Business ได้ทำการวิเคราะห์เชิงข่าวและเชิงนโยบาย เปรียบเทียบนโยบายดิจิทัลของพรรคการเมืองหลัก เพื่อสะท้อนให้เห็นทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และความพร้อมของไทยบนเส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI Economy
ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง สส. นโยบายด้านเทคโนโลยีไอซีทีและดิจิทัลได้กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของศักยภาพประเทศในการแข่งขันระยะยาว บทความนี้นำเสนอกรอบการเปรียบเทียบนโยบายดิจิทัลของพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยผู้อ่าน ผู้บริหารองค์กร ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย ประเมินทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างรอบด้าน
ภาพรวมเชิงกลยุทธ์
ในสนาม เลือกตั้ง 2569 นโยบายด้าน ICT และดิจิทัลกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของ ศักยภาพเศรษฐกิจอนาคต พรรคการเมืองต่างกันมีแนวคิดที่ต่างกันอย่างชัดเจน
เราพบเห็นประเด็นหาเสียงในช่วงก่อนเลือกตั้ง อาทิ การเน้นโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึง (Connectivity) เทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร, การนำเทคโนโลยีสู่ SME และเศรษฐกิจจริง การให้ความสำคัญกับการใช้ AI และเทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจ
การปฏิรูปภาครัฐและความมั่นคงไซเบอร์ มุ่งสู่ Digital Government เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและความมั่นคงข้อมูล และนโยบายเชิงโครงสร้างอื่นๆ อย่างเรื่อง การใช้ ICT เพื่อการศึกษา การพัฒนาแรงงานดิจิทัล และศูนย์นวัตกรรมดิจิทัลในพื้นที่ต่างจังหวัด
บทความนี้จะสรุปแบบ เปรียบเทียบเชิงนโยบาย, วิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ/เศรษฐกิจ, การเสนอตารางคะแนนเชิงคุณภาพ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสนับสนุนการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ทีมบรรณาธิการต้องอธิบายถึง วิธีการเปรียบเทียบ (Methodology) ในรายงานชิ้นนี้ โดยข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการ เก็บเอกสารนโยบายที่พรรคต่างๆ ประกาศอย่างเป็นทางการ คำปราศรัย และแผนปฏิบัติการที่ตรวจสอบได้ บนพื้นฐานของการประเมินตามเกณฑ์เดียวกันทุกพรรค ลดอคติทางการเมือง
บริบทของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัล ต้นทางของมิติการประเมินนโยบายดิจิทัล
ในรอบ 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีหลายประเด็นเกิดขึ้นในแวดวง เทคโนโลยีไอที ดิจิทัล และการสื่อสาร ซึ่งแต่ละหัวข้อนั้นต่างเป็นพัฒนาการที่มาเร็ว ส่งผลให้ผู้รับผิดชอบเชิงนโยบายต้องวางแนวทางรับมือ ใช้ประโยชน์ หรือตั้งปราการป้องกัน
รวมถึงหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการเอกชน นักบริหาร และภาคประชาชนต่างต้องเร่งหาโซลูชันที่ดีทีสุดกับนวัตกรรมต่างๆ เหล่านี้
เพื่อให้การเปรียบเทียบนโยบายดิจิทัลของพรรคการเมืองเป็นไปอย่างเป็นระบบและลดอคติ บทความนี้ใช้กรอบการประเมินที่สะท้อน โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงกฎหมายกำกับดูแล
โดยพิจารณานโยบายด้าน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น บรอดแบนด์ 5G/6G ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ภาครัฐ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคข้อมูล รวมถึงมิติ Data & AI ที่ครอบคลุมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมอุตสาหกรรม AI ในประเทศ
นอกจากนี้ ยังประเมิน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งในเชิงกฎหมาย มาตรฐาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ควบคู่กับมิติ เศรษฐกิจดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ที่สะท้อนความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งทุน และการใช้ regulatory sandbox
ขณะที่ ทักษะดิจิทัล (Digital Skills) และการพัฒนากำลังคนด้าน STEM เป็นตัวชี้วัดความพร้อมระยะยาวของประเทศ ส่วนมิติ รัฐบาลดิจิทัล (e-Government) และ การกำกับดูแลและกฎหมาย เช่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การแข่งขัน และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ถูกใช้ประเมินว่าพรรคการเมืองมองเทคโนโลยีในฐานะ “เครื่องมือเฉพาะกิจ” หรือ “สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” อย่างแท้จริง
หัวข้อต่างๆ นั้นล้วนสามารถใช้เป็นตัวประเมิน หรือตั้งคำถามต่อนโยบายหาเสียงได้ รวมถึงตัวแปรสำคัญ ที่มองข้ามไม่ได้ คือ ความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ งบประมาณ ไทม์ไลน์ ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs), ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ต้นทุน การแข่งขัน การดึงดูดการลงทุน และ ความสอดคล้องระดับโลก ที่ต้องคำนึงถึง มาตรฐานสากล Sovereign Cloud และการคุ้มครองข้อมูล
วิเคราะห์นโยบายดิจิทัลเทคโนโลยี
พรรคประชาธิปัตย์
แกนหลัก: การเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม (Digital Inclusion)
พรรคประชาธิปัตย์มองเทคโนโลยีดิจิทัลในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ” โดยให้น้ำหนักกับการลดช่องว่างดิจิทัลระหว่างเมืองกับชนบท นโยบายเด่นคือการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Wi-Fi ฟรีในพื้นที่สาธารณะ โรงเรียน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเชิงลึก เช่น AI, Data Economy, Cloud Infrastructure ระดับชาติ หรือ Cybersecurity Framework ยังไม่ถูกอธิบายในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว
มุมมองจาก CIO World Business: เหมาะกับการแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” แต่ยังไม่ชัดว่าไทยจะ “แข่งขัน” ในเศรษฐกิจดิจิทัลโลกอย่างไร
พรรคเพื่อไทย
แกนหลัก: Digital Government + Productivity-driven Economy
พรรคเพื่อไทยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับภาครัฐและระบบเศรษฐกิจ โดยผลักดันแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ (Interoperability) และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และเพิ่มความเร็วในการให้บริการประชาชน
ในเชิงเศรษฐกิจ พรรคให้ความสำคัญกับการใช้ AI และเทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และ SME รวมถึงการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงโครงสร้างด้าน การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance), ความมั่นคงไซเบอร์ระดับชาติ และกรอบจริยธรรมและกฎหมาย AI
มุมมองจาก CIO World Business: ภาพใหญ่ชัดในบทบาทรัฐ แต่ “กลไกกำกับ” ยังต้องอธิบายให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้น
พรรคประชาชน
แกนหลัก: Innovation Economy + Open Digital Ecosystem
พรรคประชาชนมองเทคโนโลยีเป็นหัวใจของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นการแข่งขันเสรี นวัตกรรม และการเปิดโอกาสให้ SME และสตาร์ทอัพเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI, Cloud และแพลตฟอร์มดิจิทัล แนวคิดสำคัญคือ Open Data
การลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ และการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม นโยบายด้าน Cybersecurity, Data Protection และ AI Governance ยังต้องการความชัดเจนในระดับการบังคับใช้
มุมมองจาก CIO World Business: มีศักยภาพสูงต่อเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ แต่ต้องตอบคำถามเรื่อง “เสถียรภาพและความมั่นคง”
พรรคพลังประชารัฐ
แกนหลัก: Infrastructure-led Digital Development
พรรคพลังประชารัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น 5G, Smart City และโครงการเทคโนโลยีเชิงพื้นที่ โดยมองว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลต้องเริ่มจากโครงการรัฐขนาดใหญ่และความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลเชิงระบบ เช่น AI Strategy, Data Economy หรือ Cybersecurity Policy ระดับชาติ ยังไม่ถูกพัฒนาเป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และบทบาทของภาคเอกชนและนวัตกรรมยังอยู่ในวงจำกัด
มุมมองจาก CIO World Business: แข็งแรงด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลเชิงแข่งขัน
พรรคภูมิใจไทย
แกนหลัก: พรรคภูมิใจไทยมีแนวคิดและข้อเสนอการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางปฏิบัติ การใช้งานดิจิทัลตามภาคส่วนต่างๆ
พรรคภูมิใจไทยระบุแนวคิด Digital AI Plus ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในหลายด้าน ได้แก่ กระตุ้นให้ภาคราชการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-documents) และเชื่อมต่อข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการตัดสินใจของรัฐ
การสนับสนุน SME และธุรกิจให้ใช้งาน AI ผ่านความร่วมมือกับองค์กรที่เชี่ยวชาญ ส่งเสริมการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงและใช้ AI ในภาคประชาชน พรรคเสนอแนวคิด “1 Platform, 1,000,000 Knowledge” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี และแนวคิดโลกดิจิทัลในอดีต & เมืองอัจฉริยะ
มุมมองจาก CIO World Business: เห็นความสำคัญของเทคโนโลยี แต่ยังไม่ใช่ผู้นำแนวคิดด้าน Digital Economy แบบครบวงจร เมื่อเทียบกับบางพรรคที่มีโครงสร้างนโยบายดิจิทัลชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
บทวิเคราะห์เชิงบริบทและผลกระทบ
โครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานดิจิทัล
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างกว้างขวางเป็นก้าวแรกสู่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่หากไม่ประกอบด้วยบริการภาครัฐดิจิทัลและระบบบริหารข้อมูลที่เชื่อถือได้ ก็อาจเป็นเพียง “พื้นฐาน” ที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด
AI & SME
พรรคที่เชื่อม AI กับการเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ SMEs มีโอกาสผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า
รัฐบาลดิจิทัล & Cybersecurity
มาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์และระบบราชการดิจิทัลที่ชัดเจน จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการจัดการข้อมูลข้ามหน่วยงาน
นโยบายดิจิทัลที่ดีต้องไม่ใช่เพียงคำสัญญา แต่ต้องแปลงเป็นกลไกเชิงสถาบัน กฎหมาย และการลงทุนที่วัดผลได้ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสกำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในทศวรรษหน้า
CIO Insight Box: Key Takeaways สำหรับผู้บริหาร
1) นโยบายดิจิทัล = ความสามารถแข่งขันประเทศ ผู้บริหารควรมองนโยบายพรรคการเมืองในฐานะ risk & opportunity framework ต่อการลงทุนด้าน IT, Cloud, Data และ AI ในระยะ 5–10 ปี ไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียงระยะสั้น
2) Data Governance คือจุดชี้ขาด พรรคที่ให้ความสำคัญกับรัฐบาลดิจิทัล การเชื่อมโยงข้อมูล และความมั่นคงไซเบอร์ จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจดิจิทัลมากกว่า แม้หลายพรรคพูดถึงเทคโนโลยี แต่ยังขาด National Data Architecture ที่ชัดเจน
3) ลด Digital Divide ต้องมากกว่าอินเทอร์เน็ต โครงข่ายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น การพัฒนาทักษะและการนำเทคโนโลยีไปสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น คือปัจจัยที่ผู้บริหารควรจับตา เพราะส่งผลต่อ supply chain และตลาดใหม่ในต่างจังหวัด
4) AI Policy ที่ดี ต้องสร้าง Trust AI-powered economy จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความเชื่อมั่นด้านการคุ้มครองข้อมูล มาตรฐาน Responsible AI และกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องสากล ปัจจุบันยังไม่มีพรรคใดนำเสนอภาพรวมครบวงจร
5) สิ่งที่องค์กรควรเตรียมพร้อม ไม่ว่านโยบายใดจะชนะเลือกตั้ง องค์กรควรเร่งลงทุนใน Data Foundation, Cybersecurity และ AI Skills เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการจัดตั้งรัฐบาล
บทวิเคราะห์ในมุมมอง CIO World Business
1. พรรคใดมีกรอบการกำกับดูแลข้อมูลและความปลอดภัยเพียงพอสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่ซับซ้อน?
ในมุมมองของ CIO World Business นโยบายด้าน Data Governance และ Cybersecurity ต้องพิจารณามากกว่าการมีหรือไม่มีกฎหมาย แต่ต้องมองถึง โครงสร้างการบังคับใช้ การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น GDPR, ISO/IEC 27001 และแนวคิด Sovereign Data
จากการเปรียบเทียบ พรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนมากที่สุดในประเด็น รัฐบาลดิจิทัลและการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ ซึ่งเป็นหัวใจของ data governance ในระดับประเทศ ขณะที่ พรรคประชาชน แสดงแนวคิดที่ทันสมัยกว่าในเรื่องการเปิดใช้ข้อมูลและการสร้าง ecosystem ดิจิทัล แต่ยังต้องการรายละเอียดเชิงกลไกด้านความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติม
ข้อสังเกตสำคัญคือ ยังไม่มีพรรคใดเสนอกรอบ National Data Architecture หรือ AI Governance Framework อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศไทยยังตามหลังประเทศผู้นำด้านดิจิทัล
2. นโยบายใดจะช่วยลดช่องว่างดิจิทัลในชนบทและพื้นที่ห่างไกลได้จริง?
CIO World Business เห็นว่า การลดช่องว่างดิจิทัล (Digital Divide) ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบพร้อมกัน คือ การเข้าถึง (Access), ทักษะ (Skills) และการนำไปใช้เชิงเศรษฐกิจ (Adoption)
ในมิตินี้ นโยบาย Free Internet Access ของพรรคประชาธิปัตย์ตอบโจทย์ด้าน Access ได้ตรงจุด โดยเฉพาะในโรงเรียนและชุมชนชนบท อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการต่อยอดไปสู่การพัฒนาทักษะดิจิทัลและการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ผลลัพธ์จะจำกัดอยู่เพียงการบริโภคข้อมูล ไม่ใช่การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ในทางกลับกัน นโยบายที่เชื่อมเทคโนโลยีกับ SME เกษตรกร และเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น แนวคิดของพรรค ภูมิใจไทย ประชาชน และเพื่อไทย มีศักยภาพมากกว่าในการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว หากสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมอย่างทั่วถึง
3. เส้นทางสู่ AI-powered economy ของไทยควรอยู่ภายใต้มาตรฐานสากลอย่างไร?
สำหรับ CIO World Business เส้นทางสู่ AI-powered economy ไม่ใช่เพียงการลงทุนในเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง trust ระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน
มาตรฐานสากลที่ไทยควรยึดเป็นหลัก ได้แก่
- หลักการ Responsible AI: ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการอธิบายได้ของระบบ AI
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามแนวทางสากล เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน
- โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับ AI เช่น Cloud, High-performance Computing และ National Data Platform
จากนโยบายที่ประกาศในปัจจุบัน ยังไม่มีพรรคใดนำเสนอ AI Strategy ในระดับชาติที่ครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรขั้นสูง นี่จึงเป็น “ช่องว่างเชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลชุดถัดไปจำเป็นต้องเร่งเติมเต็ม หากประเทศไทยต้องการก้าวจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจ AI อย่างแท้จริง
บทสรุปมุมมอง CIO World Business
การ เลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้สะท้อนชัดว่า “เทคโนโลยีและดิจิทัล” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจทุกพรรค แต่ยังไม่ใช่ทุกพรรคที่มองเทคโนโลยีในฐานะ โครงสร้างเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
จากการวิเคราะห์เชิงนโยบาย CIO World Business เห็นว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ (Technology as a Tool) มากกว่าการออกแบบ สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economic Architecture) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย ไปจนถึงการกำกับดูแล AI และความมั่นคงไซเบอร์
ช่องว่างสำคัญที่ยังไม่มีพรรคใดตอบได้ครบ คือ กรอบนโยบายระดับชาติด้าน Data Governance และ AI Governance ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ หากปราศจากกรอบดังกล่าว ประเทศไทยจะยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่า “ผู้สร้างมูลค่า” ในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
สำหรับภาคธุรกิจและผู้บริหารองค์กร บทสรุปไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคใดชนะการ เลือกตั้ง 2569 แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดถัดไปจะสามารถยกระดับนโยบายดิจิทัลจากคำหาเสียง สู่กลไกเชิงสถาบันที่วัดผลได้หรือไม่ นี่คือปัจจัยชี้ขาดต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถแข่งขันของประเทศไทยในทศวรรษหน้า
CIO World Business จะยังคงติดตาม วิเคราะห์ และตั้งคำถามต่อเนื่อง เพื่อให้เทคโนโลยีไม่ใช่เพียงนโยบายประกอบการเมือง แต่เป็นรากฐานของอนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง






